Author: ทนายแมน

คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรม

หากการเลิกรับบุตรบุญธรรมไม่สามารถตกลง ให้ความยินยอม หรือร้องขอให้ศาลมีคำสั่งได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา  1598/33 ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมในการฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้หากเข้าเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

1. ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ 

2. ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้ 

3. ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ 

4. ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้ 

5. ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้ 

6. ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ 

7. ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือมาตรา 1575 เป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

8. ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด และเหตุที่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

ในส่วนของการฟ้องนั้น ป.พ.พ.มาตรา 1598/34 ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น 1  ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุ หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เหตุเกิด

ตัวอย่างเช่น นาง A เป็นบุตรบุญธรรมของ นาง B ซึ่งนาง A จงใจละทิ้ง นาง B ไปอยู่กับบิดามารดาที่แท้จริงตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2562 จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกิน 1 ปีแล้วโดยไม่กลับไปอยู่กับ นาง B เลย ซึ่งการจงใจละทิ้งนี้เป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ แม้นาง B ทราบพฤติการณ์มาเกิน 1 ปีแล้ว ก็เป็นเหตุฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้ 

แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปเป็นว่า นาง B ได้ไปพูดจาอันเป็นการหมิ่นประมาทบุพการีของ นาง A ในวันที่ 10 มีนาคม  2562 นาง A รู้ในวันที่ 12 มีนาคม 2562 อายุความจึงเริ่มเดินทันทีในวันนี้ นาง A จึงต้องฟ้องเลิกรับบุตรบุญธรรมภายในวันที่  12 มีนาคม 2563 แต่ถ้าเกินกำหนดนี้แต่นับจากวันที่เกิดเหตุยังไม่ถึง 10 ปี นาง A ก็ยังสามารถฟ้องได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบุตรบุญธรรมอายุไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ให้บิดามารดาโดยกำเนิดเป็นผู้มีอำนาจฟ้องแทนได้ แต่ถ้าครบ  15 ปีบริบูรณ์แล้วสามารถฟ้องได้เอง  ซึ่งอัยการจะฟ้องคดีแทนบุตรบุญธรรมก็ได้  ตาม ป.พ.พ.  1598/35


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้

การตีใช้หนี้ เป็นการตกลงกันว่า หากไม่มีการชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ได้วางหลักในเรื่องของเวลาในการตกลงเอาไว้ด้วย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711 วางหลักไว้ว่า การที่จะตกลงกันไว้เสียแต่ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนอง หรือว่าให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่นอย่างใด นอกจากตามบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนองนั้นไซร้ ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์

จากหลักที่ยกมาตามประมวลกฎหมายพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711 ข้างต้น เห็นได้ว่า หากมีการตกลงกันไว้ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ เป็นข้อความหรือมีใจความสำคัญว่า “ หากไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองได้เลย ” นั้น กฎหมายกำหนดให้ข้อตกลงเช่นนี้ไม่สมบูรณ์

แต่ถ้าเป็นการตกลงภายหลังจากที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาแล้ว กฎหมายให้มีผลเป็นสมบูรณ์ บังคับใช้ได้ สามารถที่จะตีใช้หนี้ได้ ไม่ขัดกับหลักในมาตรา 711

ตัวอย่างเช่น นาย A ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนาย B เป็นจำนวนเงิน 1.5 ล้านบาท โดยนาย A เอาที่ดินของตนไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของตนกับนาย B ไว้ โดยมีกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 10 เมษายน 2563 

ก่อนถึงกำหนดชำระ นาย A คาดคะเนได้ว่าตนหาเงินมาชำระหนี้ไม่ได้แน่ ๆ จึงเดินทางเข้ามาตกลงกับนาย B ที่บ้านของนาย B ในวันที่ 9 เมษายน 2563 โดยมีใจความสำคัญว่า “ หากถึงกำหนดชำระแล้วตนไม่ชำระหนี้ ให้นาย B เข้าเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งจำนองได้เลย ” 

เห็นได้ว่าการตกลงตามกรณีนี้ เป็นการตกลงก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ กล่าวคือ วันที่ 10 เมษายน 2563 ดังนั้น ผลจึงไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถที่จะตีใช้หนี้ได้

แต่ในทางกลับกัน หากถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่า นาย A ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่นาย B แต่ในวันที่ 12 เมษายน 2563 นาย A ได้เดินทางมาตกลงกับนาย B ที่บ้านของนาย B โดยมีใจความสำคัญว่า “ ตนไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่นาย B ได้ ให้นาย B เข้าเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งจำนองได้เลย ” 

เห็นได้ว่าการตกลงตามกรณีนี้ เป็นการตกลงหลังจากถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ดังนั้น ผลจึงสมบูรณ์ สามารถที่จะตีใช้หนี้ได้


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ทรัพย์สินที่จำนองได้

ก่อนจะมาพูดเรื่องทรัพย์สินอะไรที่สามารถจำนองได้บ้าง ผู้เขียนขอพูดถึงความหมายของคำว่า “ จำนอง ” ก่อนนะคะ 

จำนอง คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคแรก

ซึ่งผู้รับจำนองจะเป็นผู้ที่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้ทั่วไปที่ไม่มีการจำนองอะไรไว้ อีกทั้งไม่ต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นได้โอนไปให้บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง เพราะจำนองย่อมตกติดไปกับทรัพย์นั้น

เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า “ จำนอง ” แล้ว มาดูเรื่องทรัพย์สินที่จำนองได้กันค่ะ

ป.พ.พ. มาตรา 703 วางหลักไว้ว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจำนองได้ไม่ว่าประเภทใด ๆ

สังหาริมทรัพย์ต่อไปนี้ก็อาจจำนองได้เช่นกัน หากว่าได้จดทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมาย คือ

  1. เรือระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป
  2. แพ
  3. สัตว์พาหนะ
  4. สังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งกฎหมายหากบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะการ

จากหลักในมาตรานี้ เห็นได้ว่าทรัพย์ที่จำนองได้นั้น เป็นทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ และ สังหาริมทรัพย์พิเศษ ดังนั้น หากเป็นสังหาริมทรัพย์ทั่วไปจะนำมาจำนองไม่ได้ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่นิยมนำมาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ได้แก่ ที่ดิน บ้านพร้อมที่ดิน 

ถ้าบุคคลภายนอกจะจำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันหนี้บุคคลอื่นต้องชำระได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ ได้ โดยอาศัยหลักใน ป.พ.พ. มาตรา 709 แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้จำนองต้องเป็นเจ้าของในขณะนั้น ถึงจะเอาทรัพย์สินนั้นจำนองได้ โดยทำเป็นหนังสือและนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ กล่าวคือกรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 714

ตัวอย่างเช่น นาย A ไปกู้ยืมเงินนาย B จำนวนเงิน 2 ล้านบาท โดยให้นาย C นำที่ดินของนาย C ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ที่สำนักงานที่ดิน เห็นได้ว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นของนาย C ผู้จำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ จึงสามารถทำได้ มีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การเลิกรับบุตรบุญธรรม

เมื่อมีการรับบุตรบุญธรรมได้ ก็ย่อมมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมได้ การรับบุตรบุญธรรมต้องมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมใช่ไหมคะ ดังนั้นหากเป็นการเลิกรับบุตรบุญธรรมก็ต้องมีการจดทะเบียนการเลิกรับบุตรบุญธรรมนี้เช่นกัน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/31 วรรคสี่

ในมาตราเดียวกันนี้ ได้แบ่งการรับบุตรบุญธรรมไว้ด้วยกัน 3 กรณี คือ 

1. กรณีที่บุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะ

บุตรบุญธรรมสามารถตกลงกันกับผู้รับบุตรบุญธรรมได้เองและตกลงกันเมื่อใดก็ได้

ตัวอย่างเช่น นางสาว A บรรลุนิตาภาวะแล้ว มี นาง B เป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ซึ่งนางสาว A ก็มีงานทำเลี้ยงดูตนเองได้แล้ว จึงตกลงกันจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม

2. กรณีที่บุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การเลิกรับบุตรบุญธรรมต้องทำโดยได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดาที่แท้จริงของผู้เยาว์ และให้นำความในมาตรา 1598/20 ที่ว่า ผู้เยาว์ต้องให้ความยินยอมด้วยถ้ามีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และความในมาตรา 1598/21 ที่ว่า หากไม่สามารถให้ความยินยอมหรือไม่ยินยอมโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนได้ มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย

ตัวอย่างเช่น นางสาว A อายุ 15 ปี มีนาง B เป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ดังนั้นในการขอเลิกรับบุตรบุญธรรม นาง B ต้องขอความยินยอมทั้งบิดามารดาของนางสาว A และนางสาว A เองด้วย เนื่องจากกฎหมายให้นำความในมาตรา 1598/20 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

3. กรณีที่ได้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม ตามมาตราต่อไปนี้

มาตรา 1598/21 วรรคสอง : ไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมการขอรับบุตรบุญธรรม หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอมและการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ ความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ มารดาหรือบิดาหรือผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม

มาตรา 1598/22 : บุตรบุญธรรมที่เป็นผู้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์และคุ้มครองเด็ก

มาตรา 1598/23 : บุตรบุญธรรมที่พ่อแม่ให้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์และคุ้มครองเด็ก

มาตรา 1598/24 : ผู้มีอำนาจให้ความยินยอมแทนสถานสงเคราะห์เด็กในการรับบุตรบุญธรรมตามคำสั่งอนุญาตของศาล

มาตรา 1598/26 วรรคสอง : จดทะเบียนรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรส ให้เป็นบุตรบุญธรรมของตนเองด้วย

และผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้ผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งได้

ตัวอย่างเช่น เด็กหญิง A เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์จึงเป็นการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1598/23 เมื่อเด็กหญิง A อายุเพียง 14 ปี ผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรืออัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้จดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมได้

แต่ถ้าผู้รับบุตรบุตรธรรมและบุตรบุญธรรมสมรสกัน กล่าวคือ มีการจะทะเบียนสมรส การจดทะเบียนรับรองบุตรนี้เป็นอันยกเลิกไป เพราะฝ่าฝืน มาตรา 1451 ตามหลักในมาตรา 1598/32 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นได้อีกหรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/26 ได้วางหลักไว้ว่า ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม 

ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะจดทะเบียนรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วยจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วและมิให้นำ มาตรา 1598/21 มาใช้บังคับ

จากหลักข้างต้นเห็นได้ว่าหากผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ก่อนแล้วจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นในขณะเดียวกันอีกไม่ได้ แต่ถ้าหากมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมกันแล้ว ก็สามารถที่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นได้ กฎหมายมิได้ห้ามไว้

ทั้งนี้ทั้งในวรรคแรกตอนท้ายมีข้อยกเว้นเอาไว้ กล่าวคือ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม หมายความได้ว่า หากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมต้องการจะรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุตรธรรมด้วย ก็สามารถทำได้ 

ในการรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสมาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วยนั้น ในวรรคสอง ก็วางหลักไว้อีกว่า ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วก่อน 

ตัวอย่างเช่น นาง A รับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งต่อมา นาง A และ นาย B ได้จดทะเบียนสมรสกัน นาย B ประสงค์จะรับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรมด้วย กรณีนี้ นาย B สามารถรับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรมได้ โดยนาย B ต้องได้รับความยินยอมจาก นาง A ก่อน

ในวรรคสองตอนท้ายนี้ กฎหมายมิให้นำมาตรา 1598/21 มาใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 1598/21 นี้ จากบทความก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่าเป็นการกำหนดไว้ในเรื่องของ การขอความยินยอมจากบิดามารดา และ การร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมจากบิดามารดา แต่เมื่อมิให้ใช้บังคับ เท่ากับว่าแค่ความยินยอมจากผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นคู่สมรสก็เพียงพอแล้ว ไม่จำต้องขอความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ หรือร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดาอีก

เหตุผลที่การเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมในกรณีนี้ไม่ต้องขอความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์แล้ว เนื่องจากก่อนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมจะได้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมได้ผ่านขั้นตอนนี้มาก่อนแล้ว และอำนาจปกครองได้เป็นของผู้รับบุตรบุญธรรมแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเพียงพอแล้วที่จะขอความยินยอมจากคู่สมรสซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วก่อน


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การรับบุตรบุญธรรมจากสถานสงเคราะห์

แน่นอนว่าหากต้องการเด็กสักคนมาเป็นบุตรบุญธรรม เด็กเหล่านี้ที่ถูกดูแลในสถานสงเคราะห์ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรนึกถึง เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีโอกาสเท่ากับเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งการรับบุตรบุญธรรมจากสถานสงเคราะห์แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 

  1. ผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ 
  2. ผู้เยาว์ไม่ได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หรือบิดาหรือมารดาในกรณีที่คนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองและทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์ให้ความยินยอมแทนตน

ผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/22 วางหลักไว้ว่า ให้สถานสงเคราะห์เด็กให้ความยินยอม แต่ถ้าหากสถานสงเคราะห์เด็กไม่ให้ความยินยอม ให้ผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม

ตัวอย่างเช่น เด็กหญิง A ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อเด็กหญิงยัง A เป็นเพียงผู้เยาว์ อายุ 13 ปี หากนาง B ต้องการรับเด็กหญิง A ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม นาง B ต้องได้รับความยินยอมจากสถานสงเคราะห์นั้นก่อน

ผู้เยาว์ไม่ได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หรือบิดามารดาในกรณีที่คนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองและทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เด็กเป็นผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมแทนตนนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/23 วรรคแรก วางหลักไว้ว่า ให้สถานสงเคราะห์เด็กเป็นผู้ยินยอม หากไม่ยินยอมให้ผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม

ตัวอย่างเช่น  เด็กหญิง A ไม่ได้ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง แต่อาจมีเหตุผลบางอย่างจึงยกให้ เด็กหญิง A อย่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หากนาง B ต้องการจะรับเด็กหญิง A เป็นบุตรบุญธรรม นาง B ก็ต้องได้รับความยินยอมจากสถานสงเคราะห์นั้นก่อนแต่หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า เด็กหญิง A เป็นบุตรของนาง D และนาย C ซึ่งนาย C ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว นาง D เลี้ยงดูอยู่ตามลำพัง  นาง D จึงได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เป็นผู้ยินยอมแทนตน ดังนั้น หากนาง B ต้องการรับเด็กหญิง A เป็นบุตรบุญธรรม กรณีนี้ก็ต้องขอความยินยอมจากสถานสงเคราะห์นั้นก่อนเช่นกัน


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ความยินยอมของคู่สมรสกรณีที่ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส

การจะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมนั้น นอกเหนือจากอายุแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักในแต่ละกรณีไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของผู้เยาว์ หรือกรณีที่มีคู่สมรสแล้ว ซึ่งในบทความนี้ ผู้เขียนจะมาพูดถึงกรณีที่มีคู่สมรสก่อนนะคะ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/25 วางหลักไว้ว่า ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น

จะเห็นได้ว่า หากผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุคคลที่จะเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน 

ตัวอย่างเช่น นาง A สมรสกับ นาย B อยู่กินกันมาเป็นเวลา 10 ปี แต่ไม่มีบุตรด้วยกันสักที นาง A ด้วยความที่อยากมีบุตรมาก จึงได้ขอความยินยอมจากนาย B เพื่อรับนาง C มาเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อนาย B ให้ความยินยอม นาง A จึงสามารถรับนาง C มาเป็นบุตรบุญธรรมได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาง C ก็มีคู่สมรสอยู่แล้วคือ นาย D และ นาง C ต้องการจะเป็นบุตรบุญธรรมของ นาง A นาง C ก็ต้องได้รับความยินยอมจาก นาย D ก่อนถึงจะเป็นบุตรบุญธรรมของนาง A ได้ 

แต่ก็มีข้อยกเว้นที่สามารถขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสได้ กล่าวคือ

  1. คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้
  2. คู่สมรสไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

ตัวอย่างเช่น นาง A สมรสกับนาย B แต่นาย B เป็นคนวิกลจริต นาย B จึงไม่สามารถที่จะให้ความยินยอมกับนาง B ในการที่จะรับ นางสาว C เป็นบุตรบุญธรรมได้ นาง A จึงสามารถขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของ นาย B ได้ และถ้านางสาว C ก็มีคู่สมรส กล่าวคือ นาย D นาย D ก็ต้องให้ความยินยอมด้วย

หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงเป็นว่า นาย B หายไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2562 ถึงวันนี้ เป็นวันที่ 22 มีนาคม 2563 และหาตัวไม่พบซึ่งเกินระยะเวลา 1 ปีแล้ว นาง A จึงขอศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของ นาย B ได้เช่นกัน


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การรับบุตรบุญธรรม

ผู้รับบุตรบุญธรรม หมายถึง ผู้ที่ได้จดทะเบียนรับบุคลอื่นมาเป็นบุตรของตน

บุตรบุญธรรม หมายถึง บุคคลหนึ่งซึ่งบุคคลอื่นที่มิใช่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม  ซึ่งบุตรบุญธรรมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุตรโดยสายโลหิตของผู้รับบุตรบุญธรรม เช่น สิทธิในการได้รับมรดกของผ็รับบุตรบุญธรรม สิทธิในการใช้ชื่อสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรม

เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า ผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรมแล้ว มาดูกันค่ะ ว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการที่จะรับบุคคลอื่นมาเป็นบุตรบุญธรรม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19 วางหลักไว้ว่า บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ แต่ผู้นั้นต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี

เห็นได้ว่า กฎหมายได้วางหลักในเรื่องของอายุไว้ กล่าวคือ ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ถึงจะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมได้ และผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุมากกว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี โดยต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองข้อ ไม่ใช่มีเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมได้

ตัวอย่างเช่น นางสาว A อายุ 30 ปี มีความประสงค์ที่รับเด็กหญิง B ซึ่งมีอายุ 15 ปี เป็นบุตรบุญธรรมของตน กรณีนี้ จะเห็นได้ว่า นางสาว A มีอายุ 30 ปี ซึ่งมากกว่าอายุ 25 ปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19 วางหลักไว้แล้ว ประกอบกับ นางสาว A มีอายุแก่กว่าเด็กหญิง B 15 ปีแล้ว ดังนั้น นางสาว A จึงสามารถที่จะจดทะเบียนรับเด็กหญิง B เป็นบุตรบุญธรรมได้

แต่หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า นางสาว A อายุเพียงแค่ 20 ปี แต่ประสงค์จะรับนางสาว B ซึ่งอายุ 15 ปี มาเป็นบุตรบุญธรรม จะเห็นได้ว่า อายุของนางสาว A แก่กว่า เด็กหญิง B เพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น หากเป็นกรณีนี้ นางสาว A ไม่สามารถที่จะจดทะเบียนรับเด็กหญิง B เป็นบุตรบุญธรรมได้

การรับบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า  15 ปี  หรือ  ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/20 วางหลักไว้ว่า การรับบุตรบุญธรรม ถ้าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปี ผู้นั้นต้องให้ความยินยอมด้วย

ดังนั้น ในการที่จะรับบุตรบุญธรรมซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป บุตรบุญธรรมเองจะต้องให้ความยินยอมด้วยตนเองด้วย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/21 วางหลักไว้ว่า การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองต้องได้รับความยินยอมของมารดาหรือบิดาซึ่งยังมีอำนาจปกครอง 

ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอมและการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ ความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ มารดาหรือบิดาหรือผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมตามวรรคหนึ่งก็ได้

จากหลักกฎหมายที่ได้กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่าในการที่จะรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมนั้นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์เสียก่อน แต่หากไม่มีบิดาหรือไม่มีมารดาคนใดคนหนึ่งเพราะตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองไป ก็ต้องได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดาที่ยังมีอำนาจปกครอง

แต่ถ้า

  1. ไม่มีทั้งบิดาและมารดา
  2. มีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งแต่ไม่สามารถให้ความยินยอมได้หรือไม่ให้ความยินยอม
  3. มีทั้งบิดาและมารดาแต่ไม่สามารถให้ความยินยอมได้หรือไม่ให้ความยินยอม  โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ  ความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์

ให้มารดา บิดา ผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรม หรือ อัยการ ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมได้

ตัวอย่างเช่น นาย A สมรสกับ นาง B มีบุตรคือเด็กหญิง C อายุ 12 ปี โดยนาย A ตายไปเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้แล้ว เด็กหญิง C เป็นเด็กดี เรียนหนังสือเก่ง นาง D จึงต้องการที่จะส่งเสียเลี้ยงดูและส่งเสริมเด็กหญิง C ให้เจริญก้าวหน้า มีโอกาสดี ๆ เรียนสูง ๆ เหมือนบุตรของคนอื่น ดังนั้นหากนาง D ต้องการรับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรม ก็ต้องได้รับความยินยอมจากนาง B ซึ่งเป็นมารดาของเด็กหญิง C ก่อน

แต่ถ้าปรากฎข้อเท็จจริงว่า มารดาของเด็กหญิง C ไม่ให้ความยินยอม ถือได้ว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญของเด็กหญิง C เมื่อนาย A เสียชีวิตแล้วและนาง B ไม่ให้ความยินยอม ดังนั้น นาง D หรือ อัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของ นาง B ได้

ในการรับบุตรบุญธรรมนั้น กฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่า จะต้องเป็นบุคคลที่สมรสแล้วหรือไม่ อย่างไร หรือกำหนดไว้ว่าผู้มีสิทธิรับบุตรบุญธรรมต้องไม่เคยสมรสมาก่อน แต่กำหนดไว้เพียงแค่หลักเกณฑ์ข้างต้นที่ได้กล่าวมา ดังนั้น ไม่ว่าจะสมรสแล้วหรือไม่ หรือขณะนั้นมีคู่สมรสอยู่หรือไม่ ก็สามารถที่จะรับบุตรบุญธรรมได้ทั้งนั้น ส่วนกรณีที่ผู้รับบุตรบุญธรรมที่มีคู่สมรสมีข้อแตกก่างกันเล็กน้อย ผู้เขียนจะขออธิบายในบทความต่อไปนะคะ


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การสมรสเป็นโมฆะ

4 กรณีที่จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะ

อย่างที่ทราบกันแล้วนะคะ ว่าการสมรสในทางกฎหมายไม่ได้ถือเอาการแต่งงานเป็นการสมรส แต่ถือการจดทะเบียนตามกฎหมายเป็นการสมรส

บทความนี้เรามาดูเรื่องของ การสมรสที่เป็นโมฆะกันค่ะ ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักให้การสมรสแบบไหนเป็นโมฆะบ้าง

มาตรา 1449 การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นคนบ้า สมรสกับ นาง B แม้จะจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากฝ่าฝืนการสมรสย่อมเป็นโมฆะ

มาตรา 1450 ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา จะทำการสมรสกันไม่ได้ ความเป็นญาติดังกล่าวมานี้ให้ถือตามสายโลหิต โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นปู่แท้ ๆ ของ นางสาว B ซึ่งเป็นบุตรของลูกชายตนกับภริยาที่อยู่กินกัน ต่อมาเมื่อบิดานางสาว B เสียชีวิต นาย A แอบชอบหลานสาวตนเองอยู่นาน จึงได้ชวนกันไปจดทะเบียนสมรสและอาสาเลี้ยงดู การสมรสนี้ เป็นการสมรสกับญาติสืบสายโลหิตโดยตรง และถึงแม้จะไม่ใช่ญาติโดยชอบด้วยกฎหมาย การสมรสนี้ก็เป็นโมฆะ

มาตรา 1452 ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นสามีภริยากับ นาง B จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมานาย A ถูกใจนางสาว C จึงจีบนางสาว C และตกลงปลงใจจดทะเบียนสมรสกัน เห็นได้ว่า นาย A มีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว การสมรสครั้งหลังนี้จึงเป็นโมฆะ

มาตรา 1458 การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย

ตัวอย่างเช่น นาย A พานางสาว B ไปจดทะเบียนสมรส เมื่อนายทะเบียนถามความยินยอมของนางสาว B นางสาว B กลับบอกว่าตนโดนบังคับมา หากนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้กับทั้งสองคนนี้ การสมรสย่อมเป็นโมฆะ

การร้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะ

การสมรสอันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรากฎหมาย มีการกำหนดวิธีในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะที่แตกต่างกัน มี 2 กรณี กล่าวคือ 

1. กรณีฝ่าฝืนตามมาตรา 1449 1450 และมาตรา 1458 โดยกรณีนี้ คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยให้คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสร้องขอต่อศาล ถ้าไม่มีบุคคลดังกล่าวให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร้องขอให้อัยการเป็นผู้ร้องขอต่อศาลก็ได้ ซึ่งกรณีนี้ผู้มีส่วนได้เสียต้องร้องขอผ่านทางอัยการเท่านั้น ไม่สามารถร้องขอด้วยตนเองได้

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นบ้า จดทะเบียนสมรสกับ นาง B กรณีนี้เป็นกรณีที่ต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ดังนั้น คู่สมรสเอง กล่าวคือ นาง B บิดา มารดา หรือบุตรของนาง B ที่มีกับ นาย A สามารถร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะได้

2. กรณีเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 1452 ผู้มีส่วนได้เสียจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถกล่าวอ้างขึ้นมาเองได้ ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องเป็นคดี

ตัวอย่างเช่น นาย A จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย กับ นาง B ต่อมาได้เกิดชอบพอกับนางสาว C จึงพานางสาว C ไปจดทะเบียนสมรสอีก เป็นการสมรสซ้อน ดังนั้น นางสาว C จึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถกล่าวอ้างขึ้นมาเองได้ การสมรสก็จะเป็นโมฆะ

ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่การสมรสเป็นโมฆะ

เมื่อการสมรสเป็นโมฆะแล้ว  สิ่งที่ต้องพินิจพิเคราะห์ต่อมาคือ  ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสล่ะ จะเป็นของใคร? อย่างไรบ้าง?

โดยหลักแล้ว การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินใด ๆ ระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มา ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลยังคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกัน ให้แบ่งกันคนละครึ่ง ( ป.พ.พ. 1498 )

หลักสำคัญที่ใช้ในการแบ่งทรัพย์สินในการสมรสที่เป็นโมฆะแล้วนี้ คือ หลักความสุจริต กล่าวคือ หากเป็นการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1499 , 1450 หรือมาตรา 1458 และชายหรือหญิงสมรสโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งวิกลจริต เป็นญาติสืบสายโลหิต หรือฝ่าฝืนความยินยอม ก็ไม่เสื่อมสิทธิที่ได้มาจากการสมรสก่อนศาลมีคำพิพากษา

ตัวอย่างเช่น นาย A และ นางสาว B เป็นญาติสืบสายโลหิตแต่มิได้รู้ในเวลานั้นและได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่าเป็นญาติ ของหมั้นที่นาย A ให้แก่ นางสาว B จึงตกแก่ นางสาว B ย่อมไม่เสียสิทธิจนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา 

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ต่อมาภายหลังได้มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้การสมรสเป็นโมฆะ คู่สมรสก็ยังมีสิทธิในการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอีกด้วย 

กรณีการสมรสที่เป็นโมฆะตาม มาตรา 1452 อันเป็นการสมรสซ้อนนั้น ไม่ทำให้ชายหรือหญิงเสียสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสเช่นกันแต่เฉพาะก่อนรู้ถึงเหตุ กล่าวคือ รู้ว่าเป็นการสมรสซ้อนเมื่อไหร่ก็แบ่งทรัพย์สินกันได้ถึงเมื่อนั้น

ตัวอย่างเช่น นาย A มีนาง B เป็นคู่สมรสอยู่แล้ว ต่อมานาย A พานางสาว C ไปจดทะเบียนสมรส ( ซ้อน ) โดยนางสาว C ไม่ได้รู้ว่านาย A มีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2563 ถึงรู้ กรนี้นี้ถือว่านางสาว C สุจริต จึงไม่เสียสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสระหว่างตนกับ นาย A ตั้งแต่จดทะเบียนสมรสถึงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่รู้ถึงเหตุ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเรื่องนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เพราะการสมรสซ้อน หมายความได้ว่า มีคู่สมรสอจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอยู่ก่อนแล้ว

หากไม่เข้าหลักสุจริตดังที่กล่าวมา ย่อมต้องกลับไปใช้หลักตามมาตรา 1498


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การค้ำประกันที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้

ยังคงอยู่กันที่เรื่องของการค้ำประกันนะค่ะ แน่นอนว่าเราทุกคนต้องเจอกันบ้างที่จะมีคนขอให้เราไปเป็นผู้ค้ำประกันให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงาน การกู้เงินต่าง ๆ วันนี้ผู้เขียนมาพูดคุยเรื่องการค้ำประกันที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ค่ะ

เรามาทำความเข้าใจคำว่า “ ผ่อนเวลา ” กันก่อนค่ะ

ผ่อนเวลา หมายถึง การขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ดังนั้น หากครบกำหนชำระหนี้แล้ว แต่ผู้กู้มาขอร้องจากผู้ให้กู้ว่า “ หาเงินไม่ทันจริง ๆ ขอเลื่อนไปอีก 3 เดือน ได้ไหม ” จนผู้กู้ใจอ่อนยอมให้เลื่อน อย่างนี้แหละค่ะเรียกว่า “ การผ่อนเวลา ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วางหลักไว้ว่า ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น 

ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้ 

มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ

จะเห็นได้ว่า มาตรานี้กำหนดให้ใช้กับหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเท่านั้น ดังนั้นหากครบกำหนดแล้วมีการผ่อนเวลาเกิดขึ้นโดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกกลงด้วย ผู้ค้ำประกันก็ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เนื่องจากผู้ค้ำเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชำระหนี้แทนบุคคลอื่น คงไม่มีใครอยากค้ำประกันหนี้ให้บุคคลอื่นนาน ๆ

ตัวอย่างเช่น ในวันครบกำหนดที่นาย A ผู้กู้ ต้องชำระหนี้กู้ยืมเงินให้แก่นาย B ซึ่งมีนาย C เป็นผู้ค้ำประกัน แต่หาเงินมาใช้คืนไม่ทัน จึงขับรถมาหานาย B ที่บ้าน โดยพูดว่า “ ผมมีเรื่องต้องใช้เงินด่วน อยากขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ออกไปอีก 3 เดือน ได้ไหม ” นาย B ตกลงเพราะสงสาร เห็นได้ว่านาย C ผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงด้วยเลย นาย C จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้ว

แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น เช่น ทำสัญญาฉบับใหม่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้อีก 3 เดือน ผู้ค้ำก็ยังคงเป็นผู้ค้ำประกันในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามเดิมไปอีก 3 เดือน ส่วนในกรณีที่ผู้ค้ำประกันทำสัญญาไว้ล่วงหน้าว่าหากมีการผ่อนเวลาตนยินยอมให้ผ่อนเวลาได้ จะใช้บังคับผู้ค้ำประกันไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้กฎหมายไม่ให้ใช้กับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารต่าง ๆ หรือ ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ กล่าวคือ บุคคลที่มีอาชีพรับจ้างค้ำประกันให้แก่บุคคลอื่น ดังนั้นหากเป็นสถาบันการเงิน หรือ ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ แม้ไม่ได้ตกลงด้วย ก็ไม่หลุดพ้นความรับผิด


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์