Month: June 2020

การสมรสเป็นโมฆะ

4 กรณีที่จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะ

อย่างที่ทราบกันแล้วนะคะ ว่าการสมรสในทางกฎหมายไม่ได้ถือเอาการแต่งงานเป็นการสมรส แต่ถือการจดทะเบียนตามกฎหมายเป็นการสมรส

บทความนี้เรามาดูเรื่องของ การสมรสที่เป็นโมฆะกันค่ะ ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักให้การสมรสแบบไหนเป็นโมฆะบ้าง

มาตรา 1449 การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นคนบ้า สมรสกับ นาง B แม้จะจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากฝ่าฝืนการสมรสย่อมเป็นโมฆะ

มาตรา 1450 ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา จะทำการสมรสกันไม่ได้ ความเป็นญาติดังกล่าวมานี้ให้ถือตามสายโลหิต โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นปู่แท้ ๆ ของ นางสาว B ซึ่งเป็นบุตรของลูกชายตนกับภริยาที่อยู่กินกัน ต่อมาเมื่อบิดานางสาว B เสียชีวิต นาย A แอบชอบหลานสาวตนเองอยู่นาน จึงได้ชวนกันไปจดทะเบียนสมรสและอาสาเลี้ยงดู การสมรสนี้ เป็นการสมรสกับญาติสืบสายโลหิตโดยตรง และถึงแม้จะไม่ใช่ญาติโดยชอบด้วยกฎหมาย การสมรสนี้ก็เป็นโมฆะ

มาตรา 1452 ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นสามีภริยากับ นาง B จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมานาย A ถูกใจนางสาว C จึงจีบนางสาว C และตกลงปลงใจจดทะเบียนสมรสกัน เห็นได้ว่า นาย A มีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว การสมรสครั้งหลังนี้จึงเป็นโมฆะ

มาตรา 1458 การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย

ตัวอย่างเช่น นาย A พานางสาว B ไปจดทะเบียนสมรส เมื่อนายทะเบียนถามความยินยอมของนางสาว B นางสาว B กลับบอกว่าตนโดนบังคับมา หากนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้กับทั้งสองคนนี้ การสมรสย่อมเป็นโมฆะ

การร้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะ

การสมรสอันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรากฎหมาย มีการกำหนดวิธีในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะที่แตกต่างกัน มี 2 กรณี กล่าวคือ 

1. กรณีฝ่าฝืนตามมาตรา 1449 1450 และมาตรา 1458 โดยกรณีนี้ คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยให้คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสร้องขอต่อศาล ถ้าไม่มีบุคคลดังกล่าวให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร้องขอให้อัยการเป็นผู้ร้องขอต่อศาลก็ได้ ซึ่งกรณีนี้ผู้มีส่วนได้เสียต้องร้องขอผ่านทางอัยการเท่านั้น ไม่สามารถร้องขอด้วยตนเองได้

ตัวอย่างเช่น นาย A เป็นบ้า จดทะเบียนสมรสกับ นาง B กรณีนี้เป็นกรณีที่ต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ดังนั้น คู่สมรสเอง กล่าวคือ นาง B บิดา มารดา หรือบุตรของนาง B ที่มีกับ นาย A สามารถร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะได้

2. กรณีเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 1452 ผู้มีส่วนได้เสียจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถกล่าวอ้างขึ้นมาเองได้ ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องเป็นคดี

ตัวอย่างเช่น นาย A จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย กับ นาง B ต่อมาได้เกิดชอบพอกับนางสาว C จึงพานางสาว C ไปจดทะเบียนสมรสอีก เป็นการสมรสซ้อน ดังนั้น นางสาว C จึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถกล่าวอ้างขึ้นมาเองได้ การสมรสก็จะเป็นโมฆะ

ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่การสมรสเป็นโมฆะ

เมื่อการสมรสเป็นโมฆะแล้ว  สิ่งที่ต้องพินิจพิเคราะห์ต่อมาคือ  ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสล่ะ จะเป็นของใคร? อย่างไรบ้าง?

โดยหลักแล้ว การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินใด ๆ ระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มา ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลยังคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกัน ให้แบ่งกันคนละครึ่ง ( ป.พ.พ. 1498 )

หลักสำคัญที่ใช้ในการแบ่งทรัพย์สินในการสมรสที่เป็นโมฆะแล้วนี้ คือ หลักความสุจริต กล่าวคือ หากเป็นการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1499 , 1450 หรือมาตรา 1458 และชายหรือหญิงสมรสโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งวิกลจริต เป็นญาติสืบสายโลหิต หรือฝ่าฝืนความยินยอม ก็ไม่เสื่อมสิทธิที่ได้มาจากการสมรสก่อนศาลมีคำพิพากษา

ตัวอย่างเช่น นาย A และ นางสาว B เป็นญาติสืบสายโลหิตแต่มิได้รู้ในเวลานั้นและได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่าเป็นญาติ ของหมั้นที่นาย A ให้แก่ นางสาว B จึงตกแก่ นางสาว B ย่อมไม่เสียสิทธิจนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา 

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ต่อมาภายหลังได้มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้การสมรสเป็นโมฆะ คู่สมรสก็ยังมีสิทธิในการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอีกด้วย 

กรณีการสมรสที่เป็นโมฆะตาม มาตรา 1452 อันเป็นการสมรสซ้อนนั้น ไม่ทำให้ชายหรือหญิงเสียสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสเช่นกันแต่เฉพาะก่อนรู้ถึงเหตุ กล่าวคือ รู้ว่าเป็นการสมรสซ้อนเมื่อไหร่ก็แบ่งทรัพย์สินกันได้ถึงเมื่อนั้น

ตัวอย่างเช่น นาย A มีนาง B เป็นคู่สมรสอยู่แล้ว ต่อมานาย A พานางสาว C ไปจดทะเบียนสมรส ( ซ้อน ) โดยนางสาว C ไม่ได้รู้ว่านาย A มีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2563 ถึงรู้ กรนี้นี้ถือว่านางสาว C สุจริต จึงไม่เสียสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสระหว่างตนกับ นาย A ตั้งแต่จดทะเบียนสมรสถึงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่รู้ถึงเหตุ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเรื่องนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เพราะการสมรสซ้อน หมายความได้ว่า มีคู่สมรสอจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอยู่ก่อนแล้ว

หากไม่เข้าหลักสุจริตดังที่กล่าวมา ย่อมต้องกลับไปใช้หลักตามมาตรา 1498


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การค้ำประกันที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้

ยังคงอยู่กันที่เรื่องของการค้ำประกันนะค่ะ แน่นอนว่าเราทุกคนต้องเจอกันบ้างที่จะมีคนขอให้เราไปเป็นผู้ค้ำประกันให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงาน การกู้เงินต่าง ๆ วันนี้ผู้เขียนมาพูดคุยเรื่องการค้ำประกันที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ค่ะ

เรามาทำความเข้าใจคำว่า “ ผ่อนเวลา ” กันก่อนค่ะ

ผ่อนเวลา หมายถึง การขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ดังนั้น หากครบกำหนชำระหนี้แล้ว แต่ผู้กู้มาขอร้องจากผู้ให้กู้ว่า “ หาเงินไม่ทันจริง ๆ ขอเลื่อนไปอีก 3 เดือน ได้ไหม ” จนผู้กู้ใจอ่อนยอมให้เลื่อน อย่างนี้แหละค่ะเรียกว่า “ การผ่อนเวลา ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วางหลักไว้ว่า ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น 

ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้ 

มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ

จะเห็นได้ว่า มาตรานี้กำหนดให้ใช้กับหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเท่านั้น ดังนั้นหากครบกำหนดแล้วมีการผ่อนเวลาเกิดขึ้นโดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกกลงด้วย ผู้ค้ำประกันก็ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เนื่องจากผู้ค้ำเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชำระหนี้แทนบุคคลอื่น คงไม่มีใครอยากค้ำประกันหนี้ให้บุคคลอื่นนาน ๆ

ตัวอย่างเช่น ในวันครบกำหนดที่นาย A ผู้กู้ ต้องชำระหนี้กู้ยืมเงินให้แก่นาย B ซึ่งมีนาย C เป็นผู้ค้ำประกัน แต่หาเงินมาใช้คืนไม่ทัน จึงขับรถมาหานาย B ที่บ้าน โดยพูดว่า “ ผมมีเรื่องต้องใช้เงินด่วน อยากขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ออกไปอีก 3 เดือน ได้ไหม ” นาย B ตกลงเพราะสงสาร เห็นได้ว่านาย C ผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงด้วยเลย นาย C จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้ว

แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น เช่น ทำสัญญาฉบับใหม่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้อีก 3 เดือน ผู้ค้ำก็ยังคงเป็นผู้ค้ำประกันในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามเดิมไปอีก 3 เดือน ส่วนในกรณีที่ผู้ค้ำประกันทำสัญญาไว้ล่วงหน้าว่าหากมีการผ่อนเวลาตนยินยอมให้ผ่อนเวลาได้ จะใช้บังคับผู้ค้ำประกันไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้กฎหมายไม่ให้ใช้กับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารต่าง ๆ หรือ ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ กล่าวคือ บุคคลที่มีอาชีพรับจ้างค้ำประกันให้แก่บุคคลอื่น ดังนั้นหากเป็นสถาบันการเงิน หรือ ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ แม้ไม่ได้ตกลงด้วย ก็ไม่หลุดพ้นความรับผิด


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์