Month: May 2020

ผู้ค้ำประกัน กับการผิดนัดชำระของลูกหนี้

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มี หนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่าจะกรณีใด เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้ก่อน

เห็นได้ว่า หนังสือบอกกล่าวต้องบอกกล่าวภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด มาดูกันค่ะว่าต้องนับกันอย่างไร?

วันผิดนัดวันแรก คือวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้มา 1 วัน กล่าวคือ หากลูกหนี้มีกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 31 มกราคม 2563 วันผิดนัดวันแรกของลูกหนี้ก็คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 โดยนับเป็น 1 และจะครบ 60 ในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนี้ จะมีผลในเรื่องที่ว่าเจ้าหนี้สามารถเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ในส่วนไหนได้บ้าง

หากไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันตามวรรคแรก ผลจะเป็นอย่างไร?

หมในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนด 60 วัน หากพ้นกำหนด 60 วัน ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ชำระแค่ต้นเงินและดอกเบี้ยภายใน 60 วันก่อนครบกำหนดเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ เจ้าหนี้ไม่สามารถเรียกร้องได้ แต่หากมีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน เจ้าหนี้ก็จะสามารถเรียกให้ผู้ค้ำประกันได้ทั้งดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้สิทธิชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนการผิดนัดชำระหนี้ก็ได้ เช่น ตกลงชำระกันเป็นงวด ๆ เป็นต้น และหากเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด ( ป.พ.พ. มาตรา 701 ) และในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการของลูกหนี้อยู่ เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ได้ การชำระหนี้ตามมาตราหนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ค้ำประกัน กล่าวคือ สิทธิไล่เบี้ย รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้

สิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำประกัน

สิทธิเกี่ยงนี้เป็นสิทธิที่กฎหมายมีขึ้นเพื่อให้ผู้ค้ำประกันสามารถยกมากล่าวอ้างกับเจ้าหนี้ได้หากเจ้าหนี้มาทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ซึ่งมีด้วยกัน 3 กรณี

กรณีแรก เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันสามารถขอให้เจ้าหนี้เรียกให้ลูกหนี้ชำระก่อนได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกให้ลูกหนี้ชำระก่อนแล้วแต่ไม่ชำระ หรือเข้าข้อยกเว้น คือ ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาเป็นคนล้มละลาย หรือไม่รู้ว่าลูกหนี้อยู่ที่ใดในราชอาณาจักร ผู้ค้ำประกันก็ต้องชำระหนี้โดยไม่สามารถใช้สิทธิเกี่ยงได้

ตัวอย่างเช่น A ลูกหนี้เงินกู้ของ B มี C เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อ B ไปทวงถาม C ให้ชำระหนี้โดยที่ยังไม่ได้สิทธิตามกฎหมาย กล่าวคือ ไม่ได้เรียกให้ A ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน และ A ก็ไม่ได้เป็นบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลาย หรือ เป็นกรณีที่รู้อยู่แล้วว่า A อยู่ที่ใดในราชอาณาจักร C จึงสามารถยกสิทธิเกี่ยงตามมาตรานี้กล่าวอ้างกับเจ้าหนี้ได้

กรณีที่สอง ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นจะไม่เป็นการยาก ( ครบสององค์ประกอบ ) จึงจะเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนได้

ตัวอย่างเช่น A ลูกหนี้เงินกู้ของ B มี C เป็นผู้ค้ำประกัน โดย B ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายทางถามจาก A ก่อนแล้ว C จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า A สามารถที่จะชำระหนี้ได้และไม่เป็นการยาก จึงจะสามารถใช้สิทธิเกี่ยงตามมาตรานี้ได้

กรณีที่สาม ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน ไม่ว่าจะเป็นการจำนองหรือจำนำก็ตาม ผู้ค้ำประกันสามารถใช้สิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ของลูกหนี้ก่อนได้

ตัวอย่างเช่น A ลูกหนี้เงินกู้ของ B มี C เป็นผู้ค้ำประกัน โดย A ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แปลงหนึ่งด้วย เมื่อ B เจ้าหนี้มาทวงถามให้ C ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันสามารถใช้สิทธิเกี่ยงตามมาตรานี้ให้ B เจ้าหนี้ บังคับเอากับที่ดินซึ่ง A จำนองไว้ก่อนได้


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การค้ำประกันและความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน

ในปัจจุบันการค้ำประกันเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง หลาย ๆ คน ค้ำประกันให้กันเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชดใช้หนี้ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และหากมองในมุมเจ้าหนี้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ไม่มีผู้ค้ำ ก็ไม่รู้ว่าจะบังคับชำระหนี้ได้จากใคร เพราะฉะนั้นในบทความนี้มารู้จักลักษณะของสัญญาค้ำค้ำประกัน และหนี้ต่าง ๆ อันจะสมารถค้ำประกันได้กันค่ะ 

การค้ำประกัน หมายความว่า การที่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้แทนลูกหนี้กรณีที่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้นั่นเอง และหากเจ้าหนี้ต้องการฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาค้ำประกัน ก็อาศัยเพียงหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ซึ่งนิยมทำกันเป็นสัญญา หนังสือสัญญานี่แหละที่จะเป็นหลักฐานของการฟ้องร้องคดีได้

หนี้ที่จะสามารถค้ำประกันได้ 

  1. หนี้อันสมบูรณ์ หมายถึง หนี้ที่หากเกิดขึ้นจะมีผลผูกพันตามกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ กล่าวคือ ไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 
  2. หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข
    • หนี้ในอนาคต หมายถึง หนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นขณะทำสัญญาค้ำประกัน  แต่อาจจะเกิดขึ้นหรือมีผลได้ในภายหน้า  เช่น สัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาค้ำประกันลูกจ้างเข้าทำงาน
    • หนี้มีเงื่อนไข หมายถึง หนี้ที่ยังไม่เป็นผลหรือสิ้นผลในขณะทำสัญญา  แต่อาจเป็นผลหรือสิ้นผลก็ได้ในภายหน้าขึ้นอยู่กับเหตุการณ์อันไม่แน่นอนในอนาคต ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
  3. หนี้ที่ไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ แต่กรณีนี้ ผู้ค้ำประกันต้องรู้ถึงเหตุสำคัญผิด ( ในตัวลูกหนี้ ) หรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาอยู่แล้ว และยังคงเข้าค้ำประกันลูกหนี้รายนั้น

ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกัน : บุคคลที่ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้

ลูกหนี้ร่วม : ความสามารถในการร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้รายเดียวกันในฐานะเดียวกันกับลูกหนี้

การที่จะรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมได้หรือไม่นั้น ต้องแยกก่อนว่า คนที่มาทำหน้าที่ค้ำประกันนั้นเป็นบุคคลประเภทใดตามกฎหมาย กล่าวคือ เป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล

บุคคลธรรมดา : บุคคลทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งในการค้ำประกันนั้น บุคคลผู้ค้ำประกันจะต้องไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถ กล่าวคือ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ 

นิติบุคคล : บุคคลอีกประเภทหนึ่งที่กฎหมายสมมุติขึ้นให้มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา แต่ไม่สามารถกระทำการเหมือนบุคคลธรรมดาได้ในทุกเรื่อง ในบางเรื่องยังคงมีแค่บุคคลธรรมดาเท่านั้นที่กระทำได้ และเมื่อนิติบุคคลเป็นบุคคลประเภทหนึ่งที่กฎหมายสมมุติขึ้น ดังนั้นนิติบุคคลจึงต้องมีผู้แทนนิติบุคคลเพื่อกระทำการแทนนิติบุคคลและต้องอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด เป็นต้น

ดังนั้นจากหลักข้างต้น ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาจึงไม่สามารถรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมได้ แต่ผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลสามารถรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมได้ 

ตัวอย่างเช่น A ทำสัญญากู้เงินจาก B จำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยมี C บุคคลธรรมดาเป็นผู้ค้ำประกัน กรณีนี้ C ไม่สามารถรับผิดอย่างเดียวกับ A ลูกหนี้ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า C ผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล C สามารถรับผิดอย่างเดียวกับ A ลูกหนี้ได้ C


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การคิดดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเงิน

ดอกเบี้ย

คือ ค่าตอบแทนอันเป็นจำนวนเงินที่ผู้กู้เงินต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้ซึ่งนอกเหนือจากเงินต้น โดยสามารถตกลงกันได้แต่ต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 654 วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี

แต่ … ถ้าเป็นหนี้เงิน หากมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กฎหมายให้ถือว่าดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นโมฆะ ดังนั้นหากต้นเงินมีจำนวนเท่าใด ผู้กู้ก็มีหน้าที่ต้องชำระเงินคืนเท่านั้น

ตัวอย่าง A ทำสัญญากู้ยืมเงินจาก B โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 เมื่อคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยร้อยละ 20 นั้นจึงเป็นโมฆะทั้งหมด 

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเป็นสัญญาเงินกู้ยืมเงินที่ผู้ให้กู้เป็นสถาบันการเงิน อย่างเช่น ธนาคาร สามารถคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ได้

ดอกเบี้ยผิดนัด

คิดได้ในอัตรา 7.5 ต่อปี ตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรกตอนต้น กล่าวคือ หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีดังนั้น หากมีการผิดนัดเกิดขึ้น ดอกเบี้ยผิดนัดจะเริ่มนับทันที 

วันไหน คือวันผิดนัด? ผู้เขียนขอเสนอแค่กรณีที่มีกำหนดชำระแน่นอนตามวันปฏิทินนะคะ เนื่องจากคงมีแค่ส่วนน้อย ที่ให้กู้ยืมเงินแล้วไม่กำหนดวันเวลาชำระเงินคืน 

กรณีนี้เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด วันผิดนัดก็คือ วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ 

ตัวอย่าง A ทำสัญญากู้ยืมเงินจาก B โดยตกลงให้ชำระหนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2563 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันชำระหนี้ ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ วันผิดนัดที่ดอกเบี้ยผิดนัดเริ่มเดิน คือ วันที่ 29 มกราคม 2563 โดยมีอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี 

สิ่งที่สำคัญ คือ ดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนี้ จะคิดได้ในกรณีที่ ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยตามสัญญาไว้ หากกำหนดดอกเบี้ยตามสัญญาไว้แล้วมีการผิดนัดเกิดขึ้นดอกเบี้ยก็ยังคงใช้อัตราร้อยละตามที่กำหนดในสัญญาต่อไป


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ผู้มีสิทธิไถ่ / รับการไถ่ และราคาสินไถ่

เมื่อพูดถึงการไถ่ทรัพย์สิน แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของสัญญาขายฝาก ซึ่งตามความเข้าใจโดยทั่วไปแล้วผู้มีสิทธิไถ่ก็คือผู้ที่ขายฝาก ส่วนผู้มีสิทธิรับการไถ่ก็คือผู้ซื้อฝาก แต่ถ้าบุคคลสองคนนี้ตายลง เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิไถ่ และใครจะเป็นผู้รับการไถ่  ?

มาตรา 497 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้แต่บุคคลเหล่านี้ คือ

  1. ผู้ขายเดิม หรือ ทายาทของผู้ขายเดิม
  2. ผู้รับโอนสิทธินั้น
  3. บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้

มาตรา 498 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า สิทธิในการรับไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้แต่บุคคลเหล่านี้ คือ

  1. ผู้ซื้อเดิม หรือ ทายาทผู้ซื้อเดิม
  2. ผู้รับโอนทรัพย์สิน  หรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น  แต่ในข้อนี้ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์จะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รู้ในเวลาโอน  ว่าทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิไถ่คืน

จะเห็นได้ว่า มาตรา 497 พูดถึงผู้มีสิทธิไถ่ ส่วนมาตรา 498 พูดถึงผู้มีสิทธิรับการไถ่ ซึ่งตาม ( 1 ) ของทั้งสองมาตราที่ได้หยิบยกมานี้มีคำว่า หรือ “ ทายาทของผู้ขายเดิม ” “ ทายาทของผู้ซื้อเดิม ” เท่ากับว่าหากผู้ขายฝากหรือผู้ซื้อฝากตายลง ทายาทก็จะกลายเป็นผู้มีสิทธิไถ่หรือผู้มีสิทธิรับการไถ่

ผู้มีสิทธิไถ่ตาม มาตรา 497(3) บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้ กรณีนี้ต้อง ระบุไว้ชัดเจนแล้วในสัญญา ว่าใครที่จะสามารถเป็นผู้ไถ่ได้

ส่วนการโอนสิทธิตามมาตรา 497(2) ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจได้โดยง่ายนะคะ

ตัวอย่างเช่น A ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับ B ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 1 ปี จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาไม่ถึง 1 เดือน A นำที่ดินไปขายฝาก C มีระยะเวลาไถ่ 2 ปี ต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลา 1 ปีตามสัญญาจะซื้อจะขาย A ไม่สามารถโอนที่ดินให้ B ได้ และก็ไม่สามารถที่จะไถ่ที่ดินคืนได้ B จึงรับช่วงสิทธินี้ สามารถไถ่คืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝาก

เอาล่ะ มาสู่ประเด็นสุดท้ายกันแล้วค่ะ นั่นคือมาตรา 498(2) ที่แบ่งไว้เป็น 2 กรณี คือ

  • อสังหาริมทรัพย์ : ผู้รับโอนหรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นผู้ที่รับการไถ่ได้ สิทธิเหนือทรัพย์ก็อาทิเช่น สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน เป็นต้น
  • สังหาริมทรัพย์ : จะเป็นผู้มีสิทธิรับการไถ่ได้เมื่อผู้รับโอนรู้ในเวลาโอนว่าสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ในระยะเวลาไถ่คืนตามสัญญาขายฝากนั่นเอง

ราคาสินไถ่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วางหลักไว้ว่า สินไถ่นั้นถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้ว่าเท่าใด ให้ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก

ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี

จากหลักที่วางไว้ข้างต้น เห็นได้ว่า หลัก ๆ แล้ว ขายฝากไปเท่าใด หากไม่ได้ตกลงเรื่องสินไถ่ไว้ ต้องไถ่ทรัพย์คืนเป็นจำนวนเงินเท่านั้น กล่าวคือ หากนำทรัพย์สินไปขายฝาก จำนวนเงิน 2 ล้านบาท ไม่ได้มีการตกลงเรื่องสินไถ่ไว้ ก็ต้องไถ่ทรัพย์สินคืนจากผู้รับซื้อฝากในราคา 2 ล้านบาท

แต่ … ถ้ามีการกำหนดสินไถ่ หรือกำหนดราคาที่ขายฝาก สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินร้อยละ 15 ปีล่ะ ?

ผู้เขียนขอแบ่งเป็น 2 กรณีนะคะ

  1. กรณีกำหนดสินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากแท้จริงเกินร้อยละสิบห้าต่อปี

    ตัวอย่างเช่น A ขายฝากรถยนต์ให้แก่ B เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาท ระยะเวลาไถ่ 1 ปี โดยดอกเบี้ย 15 % ของสามล้านบาทได้แก่ 450,000 บาท สินไถ่ที่จะคิดได้ต้องไม่เกิน 3450000 บาท หาก A และ B กำหนดสินไถ่กันไว้เป็นจำนวน 4 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริง กล่าวคือ 3 ล้านบาท รวมประโยชน์อบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นเมื่อคิดประโยชน์ตอบแทนรวมไปด้วยแล้ว A ต้องไถ่คืนรถยนต์จำนวนเงิน 3450000 บาท 
  2. กรณีกำหนดราคาขายฝาก สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

    ตัวอย่างเช่น A ตกลงขายฝากรถยนต์ให้แก่ B ในราคา 4 ล้านบาท กำหนดระยะเวลไถ่ 1 ปี ซึ่งราคาขายฝากที่แท้จริงของรถยนต์ควรเป็น 3 ล้านบาท และเมื่อคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท ดังนั้น A จึงสามารถไถ่รถยนต์ได้ในราคา 3,450,000 บาท กล่าวคือ ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากแท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากคิดสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ไถ่ได้ตามราคาที่ตกลงไว้


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

สัญญาขายฝาก และกำหนดเวลาไถ่

สัญญาขายฝาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ได้ให้บทนิยามไว้ว่า 

” อันว่าสัญญาขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ” ซึ่งการทำสัญญาขายฝากนี้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

การไถ่ ผู้ซื้อฝากและผู้ขายฝากต้องกำหนดขณะทำสัญญาขายฝาก โดยข้อตกลงในการไถ่คืนก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ทำถือว่าการขายฝากนั้นสูญเปล่า สัญญาที่ทำก็จะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

สินไถ่ คือ จำนวนเงินที่ผู้ขายฝากต้องนำมาชำระแก่ผู้ซื้อฝาก เพื่อขอไถ่เอาทรัพย์คืนซึ่งอาจจะตกลงไว้ในสัญญาขายฝากหรือไม่ก็ได้ และไม่ต้องจดทะเบียน

ในการขายฝากนั้น คู่สัญญาสามารถที่จะตกลงกันไม่ให้ผู้ซื้อจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งขายฝากก็ได้ ถ้าและผู้ซื้อจำหน่ายทรัพย์สินนั้นฝ่าฝืนสัญญา ก็ต้องรับผิดต่อผู้ขายในความเสียหายใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น ตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 493

ต่อมาเรามาดู กำหนดเวลาไถ่ของการขายฝาก กันค่ะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 494 วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากเมื่อพ้นเวลาดังจะกล่าวต่อไปนี้

  • ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนด 10 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย
  • ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ กำหนด 3 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย

เห็นได้เราสามารถขายฝากได้ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์กันเลยค่ะ 

แต่ถ้าในสัญญามีกำหนดเวลาไถ่เกินว่านั้น ให้ลดเป็น 10 ปี และ 3 ปี ตามประเภททรัพย์ ตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 495

ตัวอย่างเช่น A ผู้ขายฝาก และ B ผู้ซื้อฝาก ทำสัญญาขายฝากบ้านกัน เมื่อเป็นอสังหาริมทรัพย์ สัญญาขายฝากต้องทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และเมื่อมีการตกลงเรื่องการไถ่คืนเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว จึงเป็นการทำสัญญาขายฝาก เมื่อนาย A และ B กำหนดเวลาเกินกว่า 10 ปี ในการไถ่ กล่าวคือ 15 ปี ก็ให้ลดลงมาเหลือ 10 ปี ตามหลักที่กล่าวมาก่อนนี้

แต่หากเป็นอสังหาริมทรัพย์  ทำสัญญาขายฝากไว้แค่ 5 ปี จะสามารถขยายระยะเวลาได้อีก 5 ปี แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ ทำสัญญาขายฝากไว้ 2 ปี จะขยายระยะเวลาได้อีกแค่ 1 ปีเท่านั้น

การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามที่ได้กล่าวมานี้ ในวรรคสองวางหลักไว้ว่า อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จากนั้นให้นำหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิเช่นนั้น จะถือว่าข้อตกลงเป็นโมฆะ

ตัวอย่างเช่น A ขายฝากที่ดินให้กับ B กำหนดระยะเวลาไถ่ 8 ปี เมื่อขายฝากให้ B แล้ว เท่ากับกรรมสิทธิ์ตกอยู่กับ B จนกว่า A จะมาไถ่ที่ดินคืน ต่อมาทั้งสองได้ทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่อีก 2 ปี โดยที่ไม่ได้ไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เท่ากับว่าไม่มีการขยายกำหนดระยะเวลาไถ่ ต้องถือเอากำหนดระยะเวลาเดิมในการไถ่ที่ดินคืน

ต่อมาในปีที่ 9 B นำที่ดินแปลงนี้ขายให้กับ C จำนวนเงิน 3 ล้านบาท C ตกลงซื้อ C จ่ายเงินจำนวน 3 ล้านบาท และไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับสัญญาขายฝากใด ๆ ของ A และ B เลย จนถึงวันจดทะเบียนก็ยังไม่รู้ เท่ากับว่า C เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว A จะยกการขยายกำหนดระยะเวลาไถ่ต่องสู้ C ไม่ได้


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์