Month: April 2020

ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องกรณีผู้ขายไม่ต้องรับผิด

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการซื้อขายทรัพย์สินแล้วพบว่ามีความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนหรือขณะทำสัญญาซื้อขาย ผู้ขายจะอ้างความไม่รู้ไม่ได้ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องรับผิด ไม่ว่าผู้ขายจะรู้หรือไม่ก็ตามว่าทรัพย์สินนั้นมีความชำรุดบกพร่อง 

แต่…ก็ไม่ใช่ทุกกรณีที่ผู้ขายต้องรับผิด ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงมีกรณีที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดกันค่ะ 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 473 ได้วางหลักไว้ว่า  ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ 

( 1 ) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่อง หรือ ควรจะได้รู้เช่นนั้น หากใช้ความระมัดระวังปกติของบุคคลทั่วไป 

( 2 ) ถ้า ความชำรุดบกพร่องนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน ในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้ทักท้วงใด ๆ

( 3 ) ถ้าทรัพย์สินนั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้ขายทอดตลาด

กรณีแรก ตัวอย่างเช่น A ไปซื้อแผ่นกระเบื้องปูพื้นจำนวน 1 กล่อง ที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ก่อนส่งมอบผู้ขายทำกล่องตกลงพื้นเสียงดังมาก จนทำให้นาย A หันไปมอง แต่นาย A ก็ยังรับกล่องนั้นมา

กรณีนี้ แม้ผู้ซื้อจะไม่รู้ในเวลาซื้อขายว่ากระเบื้องปูพื้นในกล่องแตก แต่ตามปกติทั่วไปก็ควรจะสงสัยว่าของที่จะรับมาเสียหายหรือเปล่า อาจจะขอเช็คกระเบื้องปูพื้นในกล่องก่อนที่รับมา ดังนั้น ผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิด

กรณีที่สอง ตัวอย่างเช่น แจกันที่ปากแหว่งอยู่แล้ว เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องบอกให้เห็นอีก เมื่อนาย A หยิบแล้วนำไปจ่ายเงิน 

กรณีนี้ถือว่านาย A เห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ อีกทั้งไม่มีการทักท้วงอิดเอื้อนแต่อย่างใด นาย A จะถามหาความรับผิดจากผู้ขายไม่ได้ ดังนั้น ผู้ขายไม่ต้องรับผิด

กรณีที่สาม ตัวอย่างเช่น กรมบังคับคดีประกาศขายทรัพย์สิน กล่าวคือ รถยนต์ ซึ่งยึดมาเพื่อขายชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 

ในกรณีนี้ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อก่อนเข้าประมูลและถือว่าผู้ซื้อได้ทราบถึงสภาพทรัพย์สินนั้นโดยถูกต้องครบถ้วนตรงตามความประสงค์ของผู้ซื้อแล้ว ดังนั้น ผู้ขายไม่ต้องรับผิด


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง : กรณีผู้ขายต้องรับผิด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 วรรคแรก ได้วางหลักไว้ว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด 

เสื่อมราคา เช่น ซื้อแหวนเพชรมา แต่ปรากฏว่าเพชรมีตำหนิ 

เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ เช่น ซื้อเครื่องปรับอากาศติดตั้งแต่ให้ความเย็นไม่พอ

เสื่อมประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา เช่น ซื้อแจกันโบราณมาเพื่อตั้งโชว์ในงานนิทรรศการ แต่เมื่อถึงเวลาส่งมอบกลับพบว่าปากแจกันชำรุดและมีรอยขีดรอบแจกัน 

ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้นและความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นก่อนหรือขณะทำสัญญา ผู้ขายก็ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนั้น 

ส่วนผลของการส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องนั้น ผู้ซื้อมีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระไว้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามมาตรา 488 และมีสิทธิเลิกสัญญา เรียกให้ผู้ขายคืนเงินที่ได้ชำระไป และหากมีความสียหายเกิดขึ้นก็เรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย

ถ้าผู้ขายอ้างว่า…ไม่รู้ว่าทรัพย์สินที่ขายชำรุดบกพร่อง เพื่อจะปัดความรับผิดได้ไหม ?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 วรรคสอง ได้วางหลักไว้ว่า ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

ดังนั้น จะอ้างว่าไม่รู้เพื่อปัดความรับผิด “ไม่ได้”

แต่ผู้ซื้อกับผู้ขายก็สามารถตกลงกันได้ว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์ มาตรา 483

ตัวอย่าง A ตกลงซื้อบ้านจาก B แต่ในบ้านมีการผุกร่อนของเหล็กเส้นที่ถูกสนิมกัดกินคานบ้าน ถือเป็นความชำรุดบกพร่องที่เป็นเหตุเสื่อมราคาและเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ เมื่อโจทก์ซื้อบ้านเพื่อจะใช้อยู่อาศัยและคู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิด ความชำรุดบกพร่องดังกล่าวจึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่ผู้ขายต้องรับผิด ไม่ว่าจะรู้แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่ ทั้งนี้ ในการฟ้องคดีในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องห้ามฟ้องเมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่ได้เห็นความชำรุดบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาซื้อขายสังหาริมรัพย์

จนถึงบทความนี้  ทุกคนคงเข้าใจความหมายของสังหาริมทรัพย์กันดีแล้วว่าสังหาริมทรัพย์  หมายถึง ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์  

สังหาริมทรัพย์ คือ  ทรัพย์สินใดที่สามารถยก  เคลื่อนที่ แยกออกจากกัน  ไม่ติดตรึงถาวรกับที่ดิน นั่นแหละ  เป็นสังหาริมทรัพย์

บทความนี้  เราจะมาพูดถึงการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงราคาตั้งแต่สองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปกันค่ะ  ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ได้วางหลักไว้ว่า  

วรรคสอง  สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ 

วรรคสาม  บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

จะเห็นได้ว่าในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงราตาตั้งแต่สองหมื่นบาทขึ้นไปนั้น  ต้องนำความในวรรคก่อนมาใช้บังคับ  กล่าวคือ หากมีการทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ, วางประจำ(มัดจำ), ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จึงสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้

ตัวอย่าง  นาย A สนใจซื้อบ้านไม้เรือนไทยที่ตั้งโชว์ไว้ของนาย B จึงทำการติดต่อเพื่อขอซื้อ  ซึ่งเป็นบ้านไม้เรือนไทยที่สามารถถอดชิ้นส่วนประกอบได้เพื่อให้ง่ายแก่การขนย้าย จึงเห็นได้ว่า  บ้านไม้เรือนไทยหลังนี้ไม่ติดตรึงถาวรกับที่ดิน จึงเป็นสังหาริมทรัพย์  

นาย B เสนอขายในราคา 3,500,000  บาท และนาย A ก็ตกลง เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงราคากว่าสองหมื่นบาทขึ้นไปแล้ว  โดยในวันนั้นนาย B ได้ขนชิ้นส่วนบ้านไม้เรือนไทยบางส่วนขึ้นรถกระบะของนาย A จึงเป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว 

 ต่อมาถึงกำหนดชำระเงินแก่นาย B และส่งมอบชิ้นส่วนที่เหลือของบ้านแก่นาย A แต่นาย A ไม่ยอมชำระเงิน  ในกรณีนี้เห็นได้ว่านาย B มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว กล่าวคือชิ้นส่วนบ้านไม้เรือนไทย ซึ่งการชำระหนี้บางส่วนนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเงินเท่านั้นอาจเป็นการส่งมอบสิ่งของก็ได้  ดังนั้นนาย B จึงสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้

มาตรา  456 วรรคสองละสาม  อ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

สัญญาจะขายจะซื้อ คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456

วรรคสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 นั้น วางหลักไว้ว่า สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ได้ระบุไว้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ 

มาทบทวนกันค่ะ ว่าทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งมีอะไรบ้าง? ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ เรือระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป แพที่อยู่อาศัย และสัตว์พาหนะ 

สัญญาจะขายจะซื้อ คำมั่นจะซื้อขายล่ะ หมายถึงอะไร?

สัญญาจะขายจะซื้อ หมายถึง คือ สัญญาซื้อขายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในวันทำสัญญาหรือขณะทำสัญญา เพื่อจะไปจดทะเบียนให้ถูกต้องตามแบบในวันข้างหน้า เช่น นาย A และ B ทำสัญซื้อขายที่ดินต่อกัน โดยจะไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในอีก 7 วัน

คำมั่นว่าจะซื้อขาย หมายถึง นิติกรรมที่บุคคลหนึ่งผูกมัดตัวเองไว้ฝ่ายเดียวว่าจะซื้อหรือขาย โดยยังไม่มีใครรับคำหรือสนองรับ ถ้ามีการรับคำหรือสนองแล้วก็จะเกิดเป็นสัญญาซื้อขาย คำมั่นสัญญาก็จะหมดไป เช่น นาย A เขียนไว้ในท้ายสัญญาเช่าที่ทำระหว่างตนกับนาย B ว่าเนื่องจากตนรู้จักนาย B มานาน ถ้านาย B ต้องการจะซื้อบ้านหลังที่เช่าอยู่ ตนยินดีขายให้นาย B ในราคาเพียงแค่สองล้านบาท

ดังนั้นหากมีการทำสัญญาจะขายจะซื้อ คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินข้างต้น จะต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ กล่าวคือ

1. มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ

2. วางประจำ (การมัดจำ)

3. ชำระหนี้บางส่วน 

แล้วถ้าชำระหนี้ไปแล้วทั้งหมดล่ะ ผลจะเป็นอย่างไร?

ชำระหนี้บางส่วน กฎหมายกำหนดให้สามารถฟ้องร้องได้ ดังนั้นหากมีการชำระหนี้ไปแล้วทั้งหมด ก็ย่อมสามารถฟ้องร้องได้เช่นกัน

เมื่อเข้าใจในเบื้องต้นกันแล้ว มาดูตัวอย่างกันต่อเลยค่ะ

ตัวอย่าง C ผู้ขาย และ D ผู้ซื้อ ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนโอนในอีก 7 วัน จึงถือเป็นสัญญาจะขายจะซื้อ ในสัญญามีการลงลายมือชื่อไว้ทั้งสองฝ่าย ต่อมาในวันนัดโอนนาย C ไม่ยอมไปโอนที่ดิน นาย D จึงสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยอาศัยหนังสือสัญญาซึ่งมีการลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายนี้ได้ เพราะมีลายมือชื่อ C ถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญแล้ว

บทนิยามของสัญญาจะขายจะซื้อ อ้างอิง https://wichianlaw.blogspot.com/2017/09/blog-post_12.html

 บทนิยามของ คำมั่นในการซื้อขาย อ้างอิงจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์พิเศษ

อสังหาริมทรัพย์พิเศษ คือ ทรัพย์อื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นทรัพย์ในลักษณะพิเศษกว่าสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ในที่นี้หมายถึง เรือที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ

มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ถือเป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

เห็นได้ว่า ในเรื่องของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์พิเศษนั้น ได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 456 วรรคแรกตอนท้ายว่าให้นำวิธีนี้มาใช้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

สิ่งสำคัญ คือ การทำเป็นหนังสือต้องอยู่ในรูปแบบลายลักษณ์อักษร ลงลายมือชื่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ มิเช่นนั้นการซื้อขายจะมีผลเป็นโมฆะ

แพ ในที่นี้หมายถึง แพที่อยู่อาศัยเท่านั้น ไม่ใช่เรือแพ หรือแพลอยน้ำ ซึ่งหากมีการซื้อขายก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ส่วนสัตว์พาหนะ ได้แก่ ช้าง ม้า โค ควาย ลา ล่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นการซื้อขายอย่างสัตว์พาหนะด้วย มิเช่นนั้นการซื้อขายก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 

ตัวอย่างเช่น ลุง A พาโคไปขายแม่ค้าในตลาดเพื่อขายเนื้อ การซื้อขายอย่างนี้จึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 

แต่หากโคของลุง A ใช้เพื่อลากเกวียน และลุง A ต้องการขายให้นาย B เพื่อที่จะใช้ลากเกวียนด้วยเช่นกัน กล่าวคือซื้อขายอย่างสัตว์พาหนะ จึงต้องทำการซื้อขายกันโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะมีผลสมบูรณ์ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในกรณีนี้ ก็คือ นายอำเภอ นั่นเอง

สัตว์พาหนะที่ต้องจดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณ ได้แก่

1. ช้างมีอายุย่างเข้าปีที่แปด

2. สัตว์อื่นนอกจากโคตัวเมียมีอายุย่างเข้าปีที่หก

3. สัตว์ใดได้ใช้ขับขี่ลากเข็นหรือใช้งานแล้ว

4. สัตว์ใดที่มีอายุย่างเข้าปีที่สี่ เมื่อจะนำออกนอกราชอาณาจักร

5. โคตัวเมียมีอายุย่างเข้าปีที่หก เมื่อจะทำการโอนกรรมสิทธิ์ เว้นแต่ในกรณีรับมรดก 

เมื่อทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจแล้ว ตั๋วรูปพรรณนี้จะถูกสลักหลังและส่งมอบให้ผู้ซื้อต่อไป

ความหมายของสัตว์พาหนะ อ้างอิงจาก พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะพุทธศักราช 2482 มาตรา 4

สัตว์พาหนะที่ต้องจดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณ อ้างอิงจาก พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะพุทธศักราช 2482 มาตรา 8


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

การทำนิติกรรมบางประเภท กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่าต้องทำตามแบบ มิเช่นนั้นการทำนิติกรรมจะเป็นโมฆะ

ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายกำหนดไว้ใน มาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วรรคแรกตอนต้นว่า “ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ ” 

ดังนั้นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จึงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  จึงจะมีผลสมบูรณ์ โดยครบทั้งสององค์ประกอบข้างต้น

แล้วอสังหาริมทรัพย์ หมายถึงอะไร ? 

1 . ที่ดิน

2 . ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินอันมีลักษณะเป็นการถาวร เช่น บ้าน โกดัง โรงงาน ไม้ยืนต้น

3 . ทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน เช่น หิน ดิน ทราย

4 . ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สิทธิครอบครอง ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิจำนอง เป็นต้น

ดังนั้น หากต้องการทำนิติกรรมซื้อขายเกี่ยวกับ ที่ดิน ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวร ทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน หรือทรัพย์สิทธิ จึงต้องทำเป็นหหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วางหลักไว้

มาเข้าเรื่องกันค่ะ การทำหนังสือสัญญา สิ่งสำคัญคือต้อง มีลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย กล่าวคือทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แตกต่างกับการมีหลักฐานเป็นหนังสือที่มีเพียงแต่ลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญก็เพียงพอแล้ว 

ส่วนการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องมีอำนาจตามกฎหมาย ในการทำการนั้น ๆ ด้วย เช่น จดทะเบียนโอนที่ดิน ก็ต้องไปจดทะเบียนที่กรมที่ดิน จดทะเบียนสมรส ก็ต้องไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขต ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจถือว่าไม่สมบูรณ์ นิติกรรมมีผลเป็นโมฆะ

ตัวอย่างเช่น นาย A ต้องการขายบ้านพร้อมที่ดินให้ นาย B จึงมีการทำสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษร ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย และไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่กรมที่ดิน การทำนิติกรรมนี้มีการทำถูกต้องครบทั้งสององค์ประกอบ นิติกรรมซื้อขายนี้จึงสมบูรณ์

บทนิยามของคำว่า อสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ลาภมิควรได้อันเป็นจำนวนเงิน

ลาภมิควรได้ หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งได้ทรัพย์สิ่งใดมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นการทำให้บุคคลอีกคนหนึ่งเสียเปรียบ เมื่อบุคคลใดได้มาซึ่งลาภมิควรได้ บุคคนั้นมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา 

ลาภมิควรได้อันเป็นจำนวนเงิน แน่นอนว่าต้องเกี่ยวกับเงิน แล้วเหตุการณ์แบบไหนกันล่ะ ที่ถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นลาภมิควรได้ ตัวอย่างเช่น การจ่ายเงินค่าสินค้าเกินจำนวนเงินที่ต้องจ่าย, การคืนเงินที่ยืมมาเกินจำนวน การรับเงินไว้โดยความหลงผิดของผู้ให้, การโอนเงินผิดบัญชี เป็นต้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 ได้วางหลักไว้ว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

เห็นได้ว่าในเรื่องลาภมิควรได้นี้ หลักสำคัญที่ถูกสอดแทรกอยู่ก็คือ หลักสุจริต โดยถือเอาความสุจริตเป็นเกณฑ์ในการเรียกคืนจำนวนเงิน ดังนั้นหากได้รับเงินมาโดยสุจริต เข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะได้รับ แม้ใช้จ่ายเงินที่ได้มาจนหมด ก็ไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บุคคลผู้ได้ให้เงินนั้นมา

แต่ถ้าในขณะที่ตนรับเงินนั้นมา ตนรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนนี้ ก็ต้องคืนเงินเขาเต็มจำนวน หากรู้ในภายหลังว่าไม่มีสิทธิรับเงินจำนวนนี้เมื่อใช้จ่ายเงินไปแล้วบางส่วนและในขณะนั้นยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง เงินยังเหลืออยู่เท่าใดก็ต้องคืนเงินให้เขาเป็นจำนวนเท่านั้น

เมื่อเข้าใจเกณฑ์ในการกำหนดแล้วว่าต้องคืนเงินเป็นจำนวนเท่าใด ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจได้มากยิ่งขึ้นนะคะ 

ตัวอย่างเช่น นาย A เดินไปซื้อของที่ร้านมินิมาร์ทใกล้บ้าน ราคาของทั้งหมด 380 บาท แต่ตนหยิบเงินเกินไปโดยไม่รู้ว่ามีธนบัตรใบละ 500 บาทติดไปกับเงินจำนวนดังกล่าวด้วย เจ้าของมินิมาร์ทเห็นดังนั้นก็เก็บเงียบไว้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นาย A เมื่อนาย A ไปถึงบ้านเปิดกระเป๋าเงินดูก็พบว่าธนบัตรใบละ 500 บาท ของตนหายไป ตนต้องหยิบเงินติดเกินไปตอนที่จ่ายค่าซื้อของในมินิมาร์ทแน่ ๆ เมื่อนาย A กลับไปเรียกเงินคืนจากเจ้าของมินิมาร์ท เจ้าของมินิมาร์ทบอกว่าใช้จ่ายไปหมดแล้ว ถึงจะอ้างมาเช่นนั้น แต่เจ้าของมินิมาร์ทมิได้สุจริต จึงต้องคืนเงินแก่นาย A เต็มจำนวน เป็นเงินจำนวน 500 บาท

บทนิยามของ “ ลาภมิควรได้ ” อ้างอิงจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคแรก ตอนต้น


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การขู่ที่ไม่ถือเป็นการข่มขู่ และ การกระทำที่ไม่ถือว่าได้กระทำเพราะถูกข่มขู่

มาตรา 165 ได้วางหลักไว้ว่า การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่
การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่

ในมาตรานี้ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ดี ความแตกต่างมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือ ในวรรคแรกพูดถึงกรณีการพูดขู่ที่ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ ส่วนในวรรคสองเป็นกรณีที่การกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการกระทำเพราะถูกข่มขู่เพราะกระทำไปเพราะความนับถือยำเกรง 

เห็นได้ว่า ไม่ใช่การขู่ทั้งหมดทุกกรณีที่จะถือเป็นการข่มขู่ และการข่มขู่ที่ทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะทำให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวจนยอมกระทำสิ่งนั้น เท่านั้น

หากเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมล่ะ จะทำได้หรือไม่ ? และถือเป็นการข่มขู่หรือไม่ ?

การข่มขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม หมายถึง การขู่ว่าจะใช้สิทธิที่ผู้ขู่มีอยู่ด้วยวิธีการตามปกตินิยมโดยหวังผลตามปกตินิยม เช่น การขู่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย ดังนั้นหากขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการข่มขู่ 

ตัวอย่างเช่น นาย A เจ้าหนี้ บอกนาย B ลูกหนี้ว่า “ ถ้าไม่ใช้หนี้จะฟ้องศาลให้บังคับ ” หรือ “ ถ้าไม่ใช้หนี้จะฟ้องนาย B เป็นคนล้มละลาย ” การขู่เหล่านี้ถือว่าเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมทั้งสิ้น หากนาย B เกิดความกลัวที่นาย A ขู่ แล้วยอมคืนเงินไป การแสดงเจตนาทำนิติกรรมนั้นก็สมบูรณ์ไม่เสื่อมเสียไป

ดังนั้น การข่มขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ย่อมทำได้ และไม่ถือเป็นการข่มขู่

แล้วการใดที่ได้กระทำไปเพราะนับถือเคารพยำเกรงล่ะ ผลจะเป็นอย่างไร ? 

การนับถือยำเกรง หมายถึง การเคารพนับถือ เชิดชู ยกย่อง ดังนั้นหากกระทำไปเพราะนับถือยำเกรงแล้วย่อมไม่เป็นการกระทำเพราะถูกข่มขู่

ตัวอย่างเช่น นาย C เคยช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของนาย D ไว้ ต่อมานาย C สนใจที่ดินของนาย D จึงมาพูดกับนาย D ว่า “ แกต้องขายที่ให้ฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะตีแกให้สลบเลย ” แม้เป็นการขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายนาย D ซึ่งทำให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่ทำให้ผู้ถูกข่มขู่ต้องกลัวก็จริง แต่ด้วยความที่นาย D นับถือในน้ำใจ เคารพ เชิดชูนาย C เป็นอย่างมาก จึงตกลงขายให้ จึงไม่เป็นการกระทำไปเพราะการข่มขู่ ผลของการกระทำเช่นนี้ย่อมสมบูรณ์

คำนิยามของ การข่มขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกติ อ้างอิงจาก
http://www.tpa.or.th/tpanews/upload/mag_content/67/ContentFile1266.pdf


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่

เมื่อพูดถึงการข่มขู่แน่นอนว่าผู้แสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ย่อมไม่มีเจตนาเช่นนั้น แต่เมื่อมีการแสดงเจตนาเกิดขึ้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 วรรคแรก ก็ได้วางหลักไว้ว่า การแสดงเจตนาเช่นนั้นให้เป็นโมฆียะ 

แต่การข่มขู่แบบไหนกันนะ  ? ที่จะทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะได้ 

ในมาตรา 164 วรรคสอง ได้ให้คำตอบไว้แล้วค่ะ กล่าวคือ ต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้าไม่ได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น  

เรามาดูลักษณะของภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว  ซึ่งถ้าไม่ได้มีการข่มขู่ การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้นกันค่ะ

ตัวอย่าง  นาย A โทรศัพท์ไปขู่นาง B ว่า “ หากไม่ยอมขายเครื่องเพชรประจำตระกูลให้ตน  จะปาระเบิดบ้านนางร่ำรวยเดี๋ยวนี้ ” พร้อมกับส่งรูปถ่ายเซลฟี่ตนที่อยู่หน้าบ้านเพื่อยืนยันว่าพร้อมที่จะทำดังที่ตนขู่ ทำให้นาง B ต้องรีบโทรกลับไปเพื่อตกลงจะขายเครื่องเพชรให้  

ดังนั้น การแสดงเจตนาของนาง B นี้จึงเป็นโมฆียะ เพราะเป็นภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้กลัวแล้ว ซึ่งหากนาย A ไม่ข่มขู่นาง B การตกลงขายเครื่องเพชรของนาง B นี้ก็คงมิได้กระทำขึ้น

ถ้าการขู่เกิดขึ้นเพราะบุคคลภายนอกเป็นผู้ข่มขู่ล่ะ ? 

ตัวอย่าง  หากนาย A โทรศัพท์ไปขู่นาง B แต่ข่มขู่ว่า “ ถ้าไม่ยอมขายเครื่องเพชรประจำตระกูลให้นาง C น้องสาวของตน  ตนจะปาระเบิดบ้านนาง B ” พร้อมกับถ่ายรูปเซลฟี่ตนที่อยู่หน้าบ้านนาง B ส่งมาให้ ทำให้นาง B ต้องรีบโทรไปหานาง C เพื่อที่จะตกลงขายเครื่องเพชร  

เห็นได้ว่ากรณีนี้นาย A เป็นบุคคลภายนอก ซึ่งบุคคลภายนอกในที่นี้ หมายถึงบุคคลที่ไม่ใช่คู่กรณี หรือคู่สัญญา 

ดังนั้นแม้การข่มขู่จะเกิดขึ้นจากบุคคลภายนอกก็เป็นโมฆียะเช่นกัน ดังที่วางหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 

เมื่อการแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ นาง B จึงสามารถบอกล้างการแสดงเจตนาหรือให้สัตยาบันในภายหลังได้

มาตรา 164 และ 166 อ้างอิงจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คำนิยามของบุคคลภายนอก อ้างอิงจาก https://dictionary.sanook.com/search/


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ความเสียหายอันเกิดจากของตกหล่นจากโรงเรือนหรือทิ้งขว้างของไปตกในที่อันมิควร

มาตรา 436 วางหลักไว้ว่า บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดเพราะ
ของตกหล่นจากโรงเรือนนั้น หรือเพราะทิ้งขวางของไปตกในที่อันมิควร 

เห็นได้ว่า ในมาตรานี้แม้เกี่ยวกับโรงเรือนเช่นกันแต่กำหนดบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายต่างออกไปจากความผิดอันเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างชำรุดบกพร่องหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ ซึ่งเราได้พูดถึงกันไปในครั้งที่แล้ว กล่าวคือ ในมาตรานี้กำหนดให้ผู้อยู่ในโรงเรือนเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนในมาตรา 434 นั้น กำหนดให้ผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างหรือผู้เป็นเจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วแต่กรณีว่าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดเสียหายฉะนั้นแล้วหรือยัง 

เมื่อมาตรานี้กำหนดให้ผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นผู้อยู่ในโรงเรือนอาจจะเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าก็ได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจควบคุมดูแลหรือบังคับบัญชาบุคคลอื่นในโรงเรือน เช่น หัวหน้าครอบครัว เจ้าของบ้าน เป็นต้น 

ในกรณีการรับผิดในความเสียหายอันเกิดเพราะของตกหล่นนั้น ต้องเป็นของที่ตกหล่นจากโรงเรือนเท่านั้น ไม่ใช่ของที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดกับโรงเรือน เช่น กระถางต้นไม้ที่ตั้งตามหน้าต่าง สิ่งของต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ตามราวระเบียง 

ตัวอย่าง A เจ้าของบ้าน ถอดล้อจักรยานออกจากจักรยานเพื่อเอามาสูบลมที่ระเบียงชั้นสอง เมื่อสูบเสร็จจึงตั้งพิงไว้ที่ระเบียงก่อน แต่ระเบียงบ้านของ A นั้นมีราวกันตกที่เป็นเหล็กดัดลักษณะเป็นช่อง ๆ ที่กว้างมากพอให้ล้อจักรยานกลิ้งตกได้ ผ่านไปไม่นานล้อจักรยานกลิ้งตกระเบียงไป กระเด้งไปโดนหน้าต่างบ้านฝั่งตรงข้ามแตกเสียหาย กรณีนี้ A จึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น 

ถ้าเป็นห้องเช่าหลายห้องในแฟลตล่ะ จะต้องรับผิดอย่างไร?

ให้ดูว่าของตกหล่นมาจากห้องใด ผู้เช่าห้องนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 

ในกรณีทิ้งขว้างของไปตกในที่อันไม่ควร ต้องเป็นกรณีที่ไม่จงใจ เพราะหากจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ย่อมต้องรับผิดโดยการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามมาตรา 420 

ตัวอย่าง B ขับรถจักรยานยนต์เอาขยะไปทิ้งที่บ่อขยะไม่ไกลจากบ้านเป็นประจำ ซึ่งเป็นที่อันควรแล้วสำหรับการทิ้งขยะ แต่ในวันนั้นเองนาย C ได้ไปแอบกินเหล้าอยู่หลังกองขยะ แล้ว B เหวี่ยงถุงขยะสุดแรงเพื่อโยนมันไปในบ่อขยะ การทิ้งขว้างนี้ B ก็ไม่ได้คิดว่ามีใครมาแอบกินเหล้าหรือจะมาอยู่แถวนี้ได้ เนื่องจากกลิ่นขยะรุนแรงมาก ดังนั้นหากเกิดความเสียหายขึ้นกับนาย C ขึ้น B ก็ไม่ต้องรับผิด

มาตรา 436 อ้างอิงจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์