การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง

ทรัพย์เฉพาะสิ่ง คือ วัตถุแห่งหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ต้องมีอยู่และมีลักษณะแน่นอน และต้องมีการกำหนดหรือได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นทรัพย์ใดแน่นอน 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 วางหลักไว้ว่า ในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนนั้น ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว

ในการซื้อขายทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ถ้าผู้ขายยังจะต้องนับ ชั่ง ตวง วัด หรือทำการอย่างอื่น หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินเพื่อให้รู้กำหนดราคาทรัพย์สินนั้นแน่นอน ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าการหรือสิ่งนั้นได้ทำแล้ว

เห็นได้ว่าจากหลักในมาตรา 460 นี้ ได้แบ่งทรัพย์ออกเป็น 2 กรณีด้วยกัน กล่าวคือ

  1. กรณีตามวรรคแรก คือ ทรัพย์ที่รู้ราคาแต่ไม่รู้ตัวทรัพย์ กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้รู้ตัวทรัพย์ 
  2. กรณีตามวรรคสอง คือ ทรัพย์ที่รู้ตัวทรัพย์แต่ไม่รู้ราคา กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้รู้ราคา 

ดังนั้นเมื่อมีการนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือโดยวิธีอื่นแล้ว ทรัพย์นั้นก็จะกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง 

ตัวอย่างเช่น ในมินิมาร์ทแห่งหนึ่ง A เดินเข้าไปหยิบนมจืดมา 1 ขวด เอามาวางไว้ที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน เท่ากับว่านมจืดขวดนี้ได้มีการเลือกแล้วจึงถือว่าเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว

ถ้าทรัพย์เฉพาะสิ่งสูญหรือเสียหายล่ะ ผลจะเป็นอย่างไร?

กรณีนี้ ประมวลกฎฆมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 370 วรรคแรก ก็ได้วางหลักเอาไว้เช่นกัน กล่าวคือ ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ 

ตัวอย่างเช่น ในมินิมาร์ทแห่งหนึ่ง A เดินเข้าไปหยิบนมจืดมา 1 ขวด เอามาวางไว้ที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน กรรมสิทธิ์ในนมจืดโอนมาเป็นของ A เจ้าหนี้ ตั้งแต่หยิบมาตั้งที่เคาน์เตอร์ ต่อมามีรถยนต์คันหนึ่งพุ่งเข้าชนร้านมินิมาร์ทแห่งนี้ ทำให้ A ต้องกระโดดหนีรถยนต์คันดังกล่าว และรถยนต์คันดังกล่าวได้ชนเคาน์เตอร์จนเสียหาย รวมถึงนมจืดขวดนั้นที่แตกกระจาย เสียหาย ไม่สามารถนำมาดื่มได้ อันไม่สามารถโทษลูกหนี้ ( มินิมาร์ท ) ได้ ดังนั้น การที่นมจืดเสียหายนี้จึงตกเป็นพับแก่ A เจ้าหนี้ A ยังคงต้องจ่ายเงินให้พนักงานของมินิมาร์ท


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ผู้จำนองที่สามารถตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 ได้

ก่อนจะเข้าเรื่องกัน มาทบทวนในเรื่องของการตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 กันก่อนนะคะ ว่าหมายความว่าอย่างไร ? 

การตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 คือ การตกลงโดยมีใจความในทำนองที่ว่า “หากมีการบังคับจำนองแล้ว ได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ยินยอมจ่ายส่วนที่ขาดจนครบถ้วน” 

โดยหลัก ผู้จำนองที่จำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของบุคคลอื่นไม่สามารถตกลงยกเว้นตามมาตรานี้ได้ เพราะกฎหมายวางหลักไว้ว่าไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์ที่จำนอง แต่กฎหมายให้สิทธิลูกหนี้ในการตกลงยกเว้นได้ ซึ่งข้อตกลงที่มีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินราคาทรัพย์ที่จำนอง เป็นโมฆะ

ป.พ.พ. มาตรา 727/1 วรรคสองตอนท้าย วางหลักไว้ว่า เว้นแต่เป็นกรณีที่นิติบุคคลเป็นลูกหนี้และบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการตามกฎหมายหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้จำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้นั้นของนิติบุคคลและผู้จำนองได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้เป็นสัญญาต่างหาก

จากหลักในวรรคสองตอนท้ายนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายได้ให้ข้อยกเว้นไว้หากผู้จำนองจะตกลงยกเว้นตามมาตรา 733 นี้ โดยมีองค์ประกอบ 3 อย่าง กล่าวคือ 

  1. นิติบุคคลต้องเป็นลูกหนี้ เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด 
  2. บุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการตามกฎหมายหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นจำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของนิติบุคคลนั้น เช่น หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ
  3. ผู้จำนองได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้เป็นสัญญาต่างหาก 

ดังนั้น หากเข้าองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานี้ ผู้จำนองซึ่งเอาทรัพย์สินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของนิติบุคคลซึ่งตนเป็นผู้มีอำนาจจัดการตามกฎหมาย ก็สามารถที่จะตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 ได้

ตัวอย่างเช่น บริษัท เครื่องเขียน จำกัด ประสบปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจ จึงยื่นกู้เงินกับธนาคารจำนวนเงิน 5 ล้านบาท โดยมี นาย A เป็นกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งในการกู้เงินนี้ นาย A ได้นำที่ดินย่านสีลมจำนองไว้เพื่อประกันการชำระหนี้ของ บริษัท เครื่องเขียน จำกัด และนาย A ก็ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้อีกฉบับ เห็นได้ว่ามีองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่าง ดังนั้น หากจะมีการตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 ก็สามารถที่จะทำได้


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733

จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 วางหลักไว้ว่า ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุด และราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น

จากหลักที่ยกมาข้างต้น เห็นได้ว่าหากเอาทรัพย์สินจำนองหลุด หรือราคาขายทอดตลาดของทรัพย์สินนั้น ๆ ต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ ในส่วนที่ขาดนั้น ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบใช้เงินใด ๆ อีก

ตัวอย่างเช่น A กู้ยืมเงินจาก B 5 ล้านบาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมา A ไม่สามารถที่จำชำระหนี้ได้ B จึงบังคับจำนองที่ดินของ A ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาด โดยขายทอดตลาดได้เงินมา 3 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีส่วนต่างอยู่ 2 ล้านบาท ในส่วนต่างนี้ A ไม่ต้องชำระให้แก่ B อีก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตกลงยกเว้นตามมาตรา 733 นี้ สามารถทำได้ เนื่องจากไม่ใช่กฎหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ดังนั้น หากลูกนี้ตกลงยกเว้นเท่ากับว่าหากมีการเอาทรัพย์หลุดจำนองหรือขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระอยู่เท่าใด ในส่วนที่ขาดนั้นลูกหนี้ก็ต้องชำระจนครบถ้วน

ตัวอย่างเช่น A กู้ยืมเงินจาก B 5 ล้านบาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ และทำข้อตกลงยกเว้นมาตรา 733 ไว้ โดยมีใจความว่า “ หากมีการบังคับจำนองแล้ว ได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ A ยินยอมจ่ายส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ” ต่อมา A ไม่สามารถที่จำชำระหนี้ได้ B จึงบังคับจำนองที่ดินของ A ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาด โดยขายทอดตลาดได้เงินมา 3 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีส่วนต่างอยู่ 2 ล้านบาท ในส่วนต่างนี้ A ยังมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ B อยู่ เนื่องจากได้ตกลงกันเอาไว้

หากเป็นการจำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันการชำระหนี้ของบุคคลอื่น ผู้จำนองไม่สามารถตกลงยกเว้นตามมาตรา 733 ได้เนื่องจากตามมาตรา 727/1 วางหลักไว้ว่าไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนอง ข้อตกลงที่มีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินกว่าที่กำหนด จึงเป็นโมฆะ

ตัวอย่างเช่น A กู้ยืมเงินจาก B 5 ล้านบาท โดยมี C จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ และทำข้อตกลงยกเว้นมาตรา 733 ไว้ โดยมีใจความว่า “ หากมีการบังคับจำนองแล้ว ได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ C ยินยอมจ่ายส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ” ต่อมา A ไม่สามารถที่จำชำระหนี้ได้ B จึงบังคับจำนองที่ดินของ C ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาด โดยขายทอดตลาดได้เงินมา 3 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีส่วนต่างอยู่ 2 ล้านบาท ในส่วนต่างนี้ C ไม่ต้องชำระให้แก่ B เนื่องจากข้อตกลงมีผลเป็นโมฆะ


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การจำนองครอบไปถึงทรัพย์ที่ติดกับทรัพย์สินจำนองหรือไม่

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 718 ได้วางหลักไว้ว่า จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ต้องอยู่ภายในบังคับซึ่งท่านจำกัดไว้ในสามมาตราต่อไปนี้

เห็นได้ว่า การจำนองครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดกับทรัพย์สินซึ่งจำนองจริง ตัวอย่างเช่น บ้านของ A ปลูกในที่ดินของ A เอง การที่ A โอนที่ดินแปลงนั้นโดยไม่มีข้อตกลงกันว่าโอนไปแค่ที่ดินไม่โอนนบ้าน บ้านย่อมติดพันไปด้วย 

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีข้อยกเว้นอยู่ในสามมาตราที่กำลังจะกล่าวถึงด้วย คือ มาตรา 719 มาตรา 720 และ มาตรา 721 ตามลำดับ

มาตรา 719  จำนองที่ดินไม่ครอบไปถึงเรือนโรงอันผู้จำนองปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันจำนอง เว้นแต่จะมีข้อความกล่าวไว้โดยเฉพาะในสัญญาว่าให้ครอบไปถึง 

แต่กระนั้นก็ดี ผู้รับจำนองจะให้ขายเรือนโรงนั้นรวมไปกับที่ดินด้วยก็ได้ แต่ผู้รับจำนองอาจใช้บุริมสิทธิของตนได้เพียงแก่ราคาที่ดินเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น A จำนองที่ดินในวันที่ 1 มกราคม 2563 แล้วสร้างบ้านในวันที่ 10 มกราคม 2563 เห็นได้ว่าสร้างบ้านหลังจากการจำนอง เพราะฉะนั้นการจำนองจึงไม่ครอบถึงไปถึงบ้านหลังนี้ ยกเว้นว่าจะมีการตกลงกันไว้ แต่หาก B ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองที่ดินพร้อมตัวบ้านเลยก็ทำได้ แต่สิทธิในการบังคับตามสัญญาจำนองนั้นบังคับได้เพียงราคาที่ดินเท่านั้น

มาตรา 720  จำนองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งได้ทำขึ้นไว้บนดินหรือใต้ดิน ในที่ดินของคนอื่นนั้น จะไม่ครอบไปถึงที่ดินนั้นด้วย ในทางกลับกันก็เช่นกัน 

ตัวอย่างเช่น A เช่าที่ดินจาก B ปลูกสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย วันดีคืนดี A ไม่มีเงินใช้จึงจำนองบ้านไว้กับนาย C การจำนองบ้านไม่ครอบไปถึงที่ดินของนาย B แต่ฉันใดก็ฉันนั้น หาก นาย B เป็นผู้จำนองที่ดิน การจำนองก็ไม่ครอบไปถึงบ้านของ A เช่นกัน

มาตรา 721  จำนองไม่ครอบไปถึงดอกผลของทรัพย์สินที่จำนอง เว้นแต่เมื่อผู้รับจำนองได้บอกกล่าวแก่ผู้จำนองหรือผู้รับโอนแล้วว่าตนจำนงจะบังคับจำนอง

ตัวอย่างเช่น A จำนองที่ดินกับ B ซึ่ง ที่ดินแปลงนั้น A มีห้องแถวจำนวน 3 ห้องให้ผู้อื่นเช่า ต่อมา A ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด หาก B จะมาบังคับเอาค่าเช่าที่ A ปล่อยให้ผู้อื่นเช่าไปเพื่อชำระหนี้ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องบอกกล่าวกับ A ก่อนว่าตนจะบังคับจำนอง


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรม

หากการเลิกรับบุตรบุญธรรมไม่สามารถตกลง ให้ความยินยอม หรือร้องขอให้ศาลมีคำสั่งได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา  1598/33 ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมในการฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้หากเข้าเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

1. ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ 

2. ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้ 

3. ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ 

4. ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้ 

5. ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้ 

6. ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ 

7. ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือมาตรา 1575 เป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

8. ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด และเหตุที่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

ในส่วนของการฟ้องนั้น ป.พ.พ.มาตรา 1598/34 ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น 1  ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุ หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เหตุเกิด

ตัวอย่างเช่น นาง A เป็นบุตรบุญธรรมของ นาง B ซึ่งนาง A จงใจละทิ้ง นาง B ไปอยู่กับบิดามารดาที่แท้จริงตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2562 จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกิน 1 ปีแล้วโดยไม่กลับไปอยู่กับ นาง B เลย ซึ่งการจงใจละทิ้งนี้เป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ แม้นาง B ทราบพฤติการณ์มาเกิน 1 ปีแล้ว ก็เป็นเหตุฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้ 

แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปเป็นว่า นาง B ได้ไปพูดจาอันเป็นการหมิ่นประมาทบุพการีของ นาง A ในวันที่ 10 มีนาคม  2562 นาง A รู้ในวันที่ 12 มีนาคม 2562 อายุความจึงเริ่มเดินทันทีในวันนี้ นาง A จึงต้องฟ้องเลิกรับบุตรบุญธรรมภายในวันที่  12 มีนาคม 2563 แต่ถ้าเกินกำหนดนี้แต่นับจากวันที่เกิดเหตุยังไม่ถึง 10 ปี นาง A ก็ยังสามารถฟ้องได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบุตรบุญธรรมอายุไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ให้บิดามารดาโดยกำเนิดเป็นผู้มีอำนาจฟ้องแทนได้ แต่ถ้าครบ  15 ปีบริบูรณ์แล้วสามารถฟ้องได้เอง  ซึ่งอัยการจะฟ้องคดีแทนบุตรบุญธรรมก็ได้  ตาม ป.พ.พ.  1598/35


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้

การตีใช้หนี้ เป็นการตกลงกันว่า หากไม่มีการชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ได้วางหลักในเรื่องของเวลาในการตกลงเอาไว้ด้วย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711 วางหลักไว้ว่า การที่จะตกลงกันไว้เสียแต่ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนอง หรือว่าให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่นอย่างใด นอกจากตามบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนองนั้นไซร้ ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์

จากหลักที่ยกมาตามประมวลกฎหมายพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711 ข้างต้น เห็นได้ว่า หากมีการตกลงกันไว้ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ เป็นข้อความหรือมีใจความสำคัญว่า “ หากไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองได้เลย ” นั้น กฎหมายกำหนดให้ข้อตกลงเช่นนี้ไม่สมบูรณ์

แต่ถ้าเป็นการตกลงภายหลังจากที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาแล้ว กฎหมายให้มีผลเป็นสมบูรณ์ บังคับใช้ได้ สามารถที่จะตีใช้หนี้ได้ ไม่ขัดกับหลักในมาตรา 711

ตัวอย่างเช่น นาย A ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนาย B เป็นจำนวนเงิน 1.5 ล้านบาท โดยนาย A เอาที่ดินของตนไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของตนกับนาย B ไว้ โดยมีกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 10 เมษายน 2563 

ก่อนถึงกำหนดชำระ นาย A คาดคะเนได้ว่าตนหาเงินมาชำระหนี้ไม่ได้แน่ ๆ จึงเดินทางเข้ามาตกลงกับนาย B ที่บ้านของนาย B ในวันที่ 9 เมษายน 2563 โดยมีใจความสำคัญว่า “ หากถึงกำหนดชำระแล้วตนไม่ชำระหนี้ ให้นาย B เข้าเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งจำนองได้เลย ” 

เห็นได้ว่าการตกลงตามกรณีนี้ เป็นการตกลงก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ กล่าวคือ วันที่ 10 เมษายน 2563 ดังนั้น ผลจึงไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถที่จะตีใช้หนี้ได้

แต่ในทางกลับกัน หากถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่า นาย A ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่นาย B แต่ในวันที่ 12 เมษายน 2563 นาย A ได้เดินทางมาตกลงกับนาย B ที่บ้านของนาย B โดยมีใจความสำคัญว่า “ ตนไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่นาย B ได้ ให้นาย B เข้าเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งจำนองได้เลย ” 

เห็นได้ว่าการตกลงตามกรณีนี้ เป็นการตกลงหลังจากถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ดังนั้น ผลจึงสมบูรณ์ สามารถที่จะตีใช้หนี้ได้


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ทรัพย์สินที่จำนองได้

ก่อนจะมาพูดเรื่องทรัพย์สินอะไรที่สามารถจำนองได้บ้าง ผู้เขียนขอพูดถึงความหมายของคำว่า “ จำนอง ” ก่อนนะคะ 

จำนอง คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคแรก

ซึ่งผู้รับจำนองจะเป็นผู้ที่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้ทั่วไปที่ไม่มีการจำนองอะไรไว้ อีกทั้งไม่ต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นได้โอนไปให้บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง เพราะจำนองย่อมตกติดไปกับทรัพย์นั้น

เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า “ จำนอง ” แล้ว มาดูเรื่องทรัพย์สินที่จำนองได้กันค่ะ

ป.พ.พ. มาตรา 703 วางหลักไว้ว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจำนองได้ไม่ว่าประเภทใด ๆ

สังหาริมทรัพย์ต่อไปนี้ก็อาจจำนองได้เช่นกัน หากว่าได้จดทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมาย คือ

  1. เรือระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป
  2. แพ
  3. สัตว์พาหนะ
  4. สังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งกฎหมายหากบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะการ

จากหลักในมาตรานี้ เห็นได้ว่าทรัพย์ที่จำนองได้นั้น เป็นทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ และ สังหาริมทรัพย์พิเศษ ดังนั้น หากเป็นสังหาริมทรัพย์ทั่วไปจะนำมาจำนองไม่ได้ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่นิยมนำมาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ได้แก่ ที่ดิน บ้านพร้อมที่ดิน 

ถ้าบุคคลภายนอกจะจำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันหนี้บุคคลอื่นต้องชำระได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ ได้ โดยอาศัยหลักใน ป.พ.พ. มาตรา 709 แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้จำนองต้องเป็นเจ้าของในขณะนั้น ถึงจะเอาทรัพย์สินนั้นจำนองได้ โดยทำเป็นหนังสือและนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ กล่าวคือกรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 714

ตัวอย่างเช่น นาย A ไปกู้ยืมเงินนาย B จำนวนเงิน 2 ล้านบาท โดยให้นาย C นำที่ดินของนาย C ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ที่สำนักงานที่ดิน เห็นได้ว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นของนาย C ผู้จำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ จึงสามารถทำได้ มีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การเลิกรับบุตรบุญธรรม

เมื่อมีการรับบุตรบุญธรรมได้ ก็ย่อมมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมได้ การรับบุตรบุญธรรมต้องมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมใช่ไหมคะ ดังนั้นหากเป็นการเลิกรับบุตรบุญธรรมก็ต้องมีการจดทะเบียนการเลิกรับบุตรบุญธรรมนี้เช่นกัน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/31 วรรคสี่

ในมาตราเดียวกันนี้ ได้แบ่งการรับบุตรบุญธรรมไว้ด้วยกัน 3 กรณี คือ 

1. กรณีที่บุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะ

บุตรบุญธรรมสามารถตกลงกันกับผู้รับบุตรบุญธรรมได้เองและตกลงกันเมื่อใดก็ได้

ตัวอย่างเช่น นางสาว A บรรลุนิตาภาวะแล้ว มี นาง B เป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ซึ่งนางสาว A ก็มีงานทำเลี้ยงดูตนเองได้แล้ว จึงตกลงกันจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม

2. กรณีที่บุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การเลิกรับบุตรบุญธรรมต้องทำโดยได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดาที่แท้จริงของผู้เยาว์ และให้นำความในมาตรา 1598/20 ที่ว่า ผู้เยาว์ต้องให้ความยินยอมด้วยถ้ามีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และความในมาตรา 1598/21 ที่ว่า หากไม่สามารถให้ความยินยอมหรือไม่ยินยอมโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนได้ มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย

ตัวอย่างเช่น นางสาว A อายุ 15 ปี มีนาง B เป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ดังนั้นในการขอเลิกรับบุตรบุญธรรม นาง B ต้องขอความยินยอมทั้งบิดามารดาของนางสาว A และนางสาว A เองด้วย เนื่องจากกฎหมายให้นำความในมาตรา 1598/20 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

3. กรณีที่ได้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม ตามมาตราต่อไปนี้

มาตรา 1598/21 วรรคสอง : ไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมการขอรับบุตรบุญธรรม หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอมและการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ ความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ มารดาหรือบิดาหรือผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม

มาตรา 1598/22 : บุตรบุญธรรมที่เป็นผู้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์และคุ้มครองเด็ก

มาตรา 1598/23 : บุตรบุญธรรมที่พ่อแม่ให้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์และคุ้มครองเด็ก

มาตรา 1598/24 : ผู้มีอำนาจให้ความยินยอมแทนสถานสงเคราะห์เด็กในการรับบุตรบุญธรรมตามคำสั่งอนุญาตของศาล

มาตรา 1598/26 วรรคสอง : จดทะเบียนรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรส ให้เป็นบุตรบุญธรรมของตนเองด้วย

และผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้ผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งได้

ตัวอย่างเช่น เด็กหญิง A เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์จึงเป็นการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1598/23 เมื่อเด็กหญิง A อายุเพียง 14 ปี ผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรืออัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้จดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมได้

แต่ถ้าผู้รับบุตรบุตรธรรมและบุตรบุญธรรมสมรสกัน กล่าวคือ มีการจะทะเบียนสมรส การจดทะเบียนรับรองบุตรนี้เป็นอันยกเลิกไป เพราะฝ่าฝืน มาตรา 1451 ตามหลักในมาตรา 1598/32 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นได้อีกหรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/26 ได้วางหลักไว้ว่า ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม 

ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะจดทะเบียนรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วยจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วและมิให้นำ มาตรา 1598/21 มาใช้บังคับ

จากหลักข้างต้นเห็นได้ว่าหากผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ก่อนแล้วจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นในขณะเดียวกันอีกไม่ได้ แต่ถ้าหากมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมกันแล้ว ก็สามารถที่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นได้ กฎหมายมิได้ห้ามไว้

ทั้งนี้ทั้งในวรรคแรกตอนท้ายมีข้อยกเว้นเอาไว้ กล่าวคือ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม หมายความได้ว่า หากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมต้องการจะรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุตรธรรมด้วย ก็สามารถทำได้ 

ในการรับผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสมาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วยนั้น ในวรรคสอง ก็วางหลักไว้อีกว่า ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วก่อน 

ตัวอย่างเช่น นาง A รับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งต่อมา นาง A และ นาย B ได้จดทะเบียนสมรสกัน นาย B ประสงค์จะรับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรมด้วย กรณีนี้ นาย B สามารถรับเด็กหญิง C เป็นบุตรบุญธรรมได้ โดยนาย B ต้องได้รับความยินยอมจาก นาง A ก่อน

ในวรรคสองตอนท้ายนี้ กฎหมายมิให้นำมาตรา 1598/21 มาใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 1598/21 นี้ จากบทความก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่าเป็นการกำหนดไว้ในเรื่องของ การขอความยินยอมจากบิดามารดา และ การร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมจากบิดามารดา แต่เมื่อมิให้ใช้บังคับ เท่ากับว่าแค่ความยินยอมจากผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นคู่สมรสก็เพียงพอแล้ว ไม่จำต้องขอความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ หรือร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดาอีก

เหตุผลที่การเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมในกรณีนี้ไม่ต้องขอความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์แล้ว เนื่องจากก่อนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมจะได้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมได้ผ่านขั้นตอนนี้มาก่อนแล้ว และอำนาจปกครองได้เป็นของผู้รับบุตรบุญธรรมแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเพียงพอแล้วที่จะขอความยินยอมจากคู่สมรสซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วก่อน


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์

การรับบุตรบุญธรรมจากสถานสงเคราะห์

แน่นอนว่าหากต้องการเด็กสักคนมาเป็นบุตรบุญธรรม เด็กเหล่านี้ที่ถูกดูแลในสถานสงเคราะห์ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรนึกถึง เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีโอกาสเท่ากับเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งการรับบุตรบุญธรรมจากสถานสงเคราะห์แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 

  1. ผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ 
  2. ผู้เยาว์ไม่ได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หรือบิดาหรือมารดาในกรณีที่คนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองและทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์ให้ความยินยอมแทนตน

ผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/22 วางหลักไว้ว่า ให้สถานสงเคราะห์เด็กให้ความยินยอม แต่ถ้าหากสถานสงเคราะห์เด็กไม่ให้ความยินยอม ให้ผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม

ตัวอย่างเช่น เด็กหญิง A ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อเด็กหญิงยัง A เป็นเพียงผู้เยาว์ อายุ 13 ปี หากนาง B ต้องการรับเด็กหญิง A ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม นาง B ต้องได้รับความยินยอมจากสถานสงเคราะห์นั้นก่อน

ผู้เยาว์ไม่ได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หรือบิดามารดาในกรณีที่คนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองและทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เด็กเป็นผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมแทนตนนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/23 วรรคแรก วางหลักไว้ว่า ให้สถานสงเคราะห์เด็กเป็นผู้ยินยอม หากไม่ยินยอมให้ผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม

ตัวอย่างเช่น  เด็กหญิง A ไม่ได้ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง แต่อาจมีเหตุผลบางอย่างจึงยกให้ เด็กหญิง A อย่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หากนาง B ต้องการจะรับเด็กหญิง A เป็นบุตรบุญธรรม นาง B ก็ต้องได้รับความยินยอมจากสถานสงเคราะห์นั้นก่อนแต่หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า เด็กหญิง A เป็นบุตรของนาง D และนาย C ซึ่งนาย C ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว นาง D เลี้ยงดูอยู่ตามลำพัง  นาง D จึงได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เป็นผู้ยินยอมแทนตน ดังนั้น หากนาง B ต้องการรับเด็กหญิง A เป็นบุตรบุญธรรม กรณีนี้ก็ต้องขอความยินยอมจากสถานสงเคราะห์นั้นก่อนเช่นกัน


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์