การค้ำประกันที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้

ยังคงอยู่กันที่เรื่องของการค้ำประกันนะค่ะ แน่นอนว่าเราทุกคนต้องเจอกันบ้างที่จะมีคนขอให้เราไปเป็นผู้ค้ำประกันให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงาน การกู้เงินต่าง ๆ วันนี้ผู้เขียนมาพูดคุยเรื่องการค้ำประกันที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ค่ะ

เรามาทำความเข้าใจคำว่า “ ผ่อนเวลา ” กันก่อนค่ะ

ผ่อนเวลา หมายถึง การขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ดังนั้น หากครบกำหนชำระหนี้แล้ว แต่ผู้กู้มาขอร้องจากผู้ให้กู้ว่า “ หาเงินไม่ทันจริง ๆ ขอเลื่อนไปอีก 3 เดือน ได้ไหม ” จนผู้กู้ใจอ่อนยอมให้เลื่อน อย่างนี้แหละค่ะเรียกว่า “ การผ่อนเวลา ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วางหลักไว้ว่า ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น 

ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้ 

มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ

จะเห็นได้ว่า มาตรานี้กำหนดให้ใช้กับหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเท่านั้น ดังนั้นหากครบกำหนดแล้วมีการผ่อนเวลาเกิดขึ้นโดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกกลงด้วย ผู้ค้ำประกันก็ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เนื่องจากผู้ค้ำเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชำระหนี้แทนบุคคลอื่น คงไม่มีใครอยากค้ำประกันหนี้ให้บุคคลอื่นนาน ๆ

ตัวอย่างเช่น ในวันครบกำหนดที่นาย A ผู้กู้ ต้องชำระหนี้กู้ยืมเงินให้แก่นาย B ซึ่งมีนาย C เป็นผู้ค้ำประกัน แต่หาเงินมาใช้คืนไม่ทัน จึงขับรถมาหานาย B ที่บ้าน โดยพูดว่า “ ผมมีเรื่องต้องใช้เงินด่วน อยากขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ออกไปอีก 3 เดือน ได้ไหม ” นาย B ตกลงเพราะสงสาร เห็นได้ว่านาย C ผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงด้วยเลย นาย C จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้ว

แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น เช่น ทำสัญญาฉบับใหม่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้อีก 3 เดือน ผู้ค้ำก็ยังคงเป็นผู้ค้ำประกันในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามเดิมไปอีก 3 เดือน ส่วนในกรณีที่ผู้ค้ำประกันทำสัญญาไว้ล่วงหน้าว่าหากมีการผ่อนเวลาตนยินยอมให้ผ่อนเวลาได้ จะใช้บังคับผู้ค้ำประกันไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้กฎหมายไม่ให้ใช้กับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารต่าง ๆ หรือ ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ กล่าวคือ บุคคลที่มีอาชีพรับจ้างค้ำประกันให้แก่บุคคลอื่น ดังนั้นหากเป็นสถาบันการเงิน หรือ ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ แม้ไม่ได้ตกลงด้วย ก็ไม่หลุดพ้นความรับผิด


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์