ผู้ค้ำประกัน กับการผิดนัดชำระของลูกหนี้

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มี หนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่าจะกรณีใด เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้ก่อน

เห็นได้ว่า หนังสือบอกกล่าวต้องบอกกล่าวภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด มาดูกันค่ะว่าต้องนับกันอย่างไร?

วันผิดนัดวันแรก คือวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้มา 1 วัน กล่าวคือ หากลูกหนี้มีกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 31 มกราคม 2563 วันผิดนัดวันแรกของลูกหนี้ก็คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 โดยนับเป็น 1 และจะครบ 60 ในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนี้ จะมีผลในเรื่องที่ว่าเจ้าหนี้สามารถเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ในส่วนไหนได้บ้าง

หากไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันตามวรรคแรก ผลจะเป็นอย่างไร?

หมในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนด 60 วัน หากพ้นกำหนด 60 วัน ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ชำระแค่ต้นเงินและดอกเบี้ยภายใน 60 วันก่อนครบกำหนดเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ เจ้าหนี้ไม่สามารถเรียกร้องได้ แต่หากมีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน เจ้าหนี้ก็จะสามารถเรียกให้ผู้ค้ำประกันได้ทั้งดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้สิทธิชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนการผิดนัดชำระหนี้ก็ได้ เช่น ตกลงชำระกันเป็นงวด ๆ เป็นต้น และหากเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด ( ป.พ.พ. มาตรา 701 ) และในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการของลูกหนี้อยู่ เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ได้ การชำระหนี้ตามมาตราหนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ค้ำประกัน กล่าวคือ สิทธิไล่เบี้ย รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้

สิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำประกัน

สิทธิเกี่ยงนี้เป็นสิทธิที่กฎหมายมีขึ้นเพื่อให้ผู้ค้ำประกันสามารถยกมากล่าวอ้างกับเจ้าหนี้ได้หากเจ้าหนี้มาทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ซึ่งมีด้วยกัน 3 กรณี

กรณีแรก เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันสามารถขอให้เจ้าหนี้เรียกให้ลูกหนี้ชำระก่อนได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกให้ลูกหนี้ชำระก่อนแล้วแต่ไม่ชำระ หรือเข้าข้อยกเว้น คือ ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาเป็นคนล้มละลาย หรือไม่รู้ว่าลูกหนี้อยู่ที่ใดในราชอาณาจักร ผู้ค้ำประกันก็ต้องชำระหนี้โดยไม่สามารถใช้สิทธิเกี่ยงได้

ตัวอย่างเช่น A ลูกหนี้เงินกู้ของ B มี C เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อ B ไปทวงถาม C ให้ชำระหนี้โดยที่ยังไม่ได้สิทธิตามกฎหมาย กล่าวคือ ไม่ได้เรียกให้ A ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน และ A ก็ไม่ได้เป็นบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลาย หรือ เป็นกรณีที่รู้อยู่แล้วว่า A อยู่ที่ใดในราชอาณาจักร C จึงสามารถยกสิทธิเกี่ยงตามมาตรานี้กล่าวอ้างกับเจ้าหนี้ได้

กรณีที่สอง ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นจะไม่เป็นการยาก ( ครบสององค์ประกอบ ) จึงจะเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนได้

ตัวอย่างเช่น A ลูกหนี้เงินกู้ของ B มี C เป็นผู้ค้ำประกัน โดย B ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายทางถามจาก A ก่อนแล้ว C จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า A สามารถที่จะชำระหนี้ได้และไม่เป็นการยาก จึงจะสามารถใช้สิทธิเกี่ยงตามมาตรานี้ได้

กรณีที่สาม ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน ไม่ว่าจะเป็นการจำนองหรือจำนำก็ตาม ผู้ค้ำประกันสามารถใช้สิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ของลูกหนี้ก่อนได้

ตัวอย่างเช่น A ลูกหนี้เงินกู้ของ B มี C เป็นผู้ค้ำประกัน โดย A ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แปลงหนึ่งด้วย เมื่อ B เจ้าหนี้มาทวงถามให้ C ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันสามารถใช้สิทธิเกี่ยงตามมาตรานี้ให้ B เจ้าหนี้ บังคับเอากับที่ดินซึ่ง A จำนองไว้ก่อนได้


เขียนโดย คุณฐิติพร เศวตศิลป์