ผู้มีสิทธิไถ่ / รับการไถ่ และราคาสินไถ่

เมื่อพูดถึงการไถ่ทรัพย์สิน แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของสัญญาขายฝาก ซึ่งตามความเข้าใจโดยทั่วไปแล้วผู้มีสิทธิไถ่ก็คือผู้ที่ขายฝาก ส่วนผู้มีสิทธิรับการไถ่ก็คือผู้ซื้อฝาก แต่ถ้าบุคคลสองคนนี้ตายลง เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิไถ่ และใครจะเป็นผู้รับการไถ่  ?

มาตรา 497 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้แต่บุคคลเหล่านี้ คือ

  1. ผู้ขายเดิม หรือ ทายาทของผู้ขายเดิม
  2. ผู้รับโอนสิทธินั้น
  3. บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้

มาตรา 498 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า สิทธิในการรับไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้แต่บุคคลเหล่านี้ คือ

  1. ผู้ซื้อเดิม หรือ ทายาทผู้ซื้อเดิม
  2. ผู้รับโอนทรัพย์สิน  หรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น  แต่ในข้อนี้ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์จะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รู้ในเวลาโอน  ว่าทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิไถ่คืน

จะเห็นได้ว่า มาตรา 497 พูดถึงผู้มีสิทธิไถ่ ส่วนมาตรา 498 พูดถึงผู้มีสิทธิรับการไถ่ ซึ่งตาม ( 1 ) ของทั้งสองมาตราที่ได้หยิบยกมานี้มีคำว่า หรือ “ ทายาทของผู้ขายเดิม ” “ ทายาทของผู้ซื้อเดิม ” เท่ากับว่าหากผู้ขายฝากหรือผู้ซื้อฝากตายลง ทายาทก็จะกลายเป็นผู้มีสิทธิไถ่หรือผู้มีสิทธิรับการไถ่

ผู้มีสิทธิไถ่ตาม มาตรา 497(3) บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้ กรณีนี้ต้อง ระบุไว้ชัดเจนแล้วในสัญญา ว่าใครที่จะสามารถเป็นผู้ไถ่ได้

ส่วนการโอนสิทธิตามมาตรา 497(2) ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจได้โดยง่ายนะคะ

ตัวอย่างเช่น A ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับ B ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 1 ปี จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาไม่ถึง 1 เดือน A นำที่ดินไปขายฝาก C มีระยะเวลาไถ่ 2 ปี ต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลา 1 ปีตามสัญญาจะซื้อจะขาย A ไม่สามารถโอนที่ดินให้ B ได้ และก็ไม่สามารถที่จะไถ่ที่ดินคืนได้ B จึงรับช่วงสิทธินี้ สามารถไถ่คืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝาก

เอาล่ะ มาสู่ประเด็นสุดท้ายกันแล้วค่ะ นั่นคือมาตรา 498(2) ที่แบ่งไว้เป็น 2 กรณี คือ

  • อสังหาริมทรัพย์ : ผู้รับโอนหรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นผู้ที่รับการไถ่ได้ สิทธิเหนือทรัพย์ก็อาทิเช่น สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน เป็นต้น
  • สังหาริมทรัพย์ : จะเป็นผู้มีสิทธิรับการไถ่ได้เมื่อผู้รับโอนรู้ในเวลาโอนว่าสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ในระยะเวลาไถ่คืนตามสัญญาขายฝากนั่นเอง

ราคาสินไถ่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วางหลักไว้ว่า สินไถ่นั้นถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้ว่าเท่าใด ให้ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก

ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี

จากหลักที่วางไว้ข้างต้น เห็นได้ว่า หลัก ๆ แล้ว ขายฝากไปเท่าใด หากไม่ได้ตกลงเรื่องสินไถ่ไว้ ต้องไถ่ทรัพย์คืนเป็นจำนวนเงินเท่านั้น กล่าวคือ หากนำทรัพย์สินไปขายฝาก จำนวนเงิน 2 ล้านบาท ไม่ได้มีการตกลงเรื่องสินไถ่ไว้ ก็ต้องไถ่ทรัพย์สินคืนจากผู้รับซื้อฝากในราคา 2 ล้านบาท

แต่ … ถ้ามีการกำหนดสินไถ่ หรือกำหนดราคาที่ขายฝาก สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินร้อยละ 15 ปีล่ะ ?

ผู้เขียนขอแบ่งเป็น 2 กรณีนะคะ

  1. กรณีกำหนดสินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากแท้จริงเกินร้อยละสิบห้าต่อปี

    ตัวอย่างเช่น A ขายฝากรถยนต์ให้แก่ B เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาท ระยะเวลาไถ่ 1 ปี โดยดอกเบี้ย 15 % ของสามล้านบาทได้แก่ 450,000 บาท สินไถ่ที่จะคิดได้ต้องไม่เกิน 3450000 บาท หาก A และ B กำหนดสินไถ่กันไว้เป็นจำนวน 4 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริง กล่าวคือ 3 ล้านบาท รวมประโยชน์อบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นเมื่อคิดประโยชน์ตอบแทนรวมไปด้วยแล้ว A ต้องไถ่คืนรถยนต์จำนวนเงิน 3450000 บาท 
  2. กรณีกำหนดราคาขายฝาก สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

    ตัวอย่างเช่น A ตกลงขายฝากรถยนต์ให้แก่ B ในราคา 4 ล้านบาท กำหนดระยะเวลไถ่ 1 ปี ซึ่งราคาขายฝากที่แท้จริงของรถยนต์ควรเป็น 3 ล้านบาท และเมื่อคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท ดังนั้น A จึงสามารถไถ่รถยนต์ได้ในราคา 3,450,000 บาท กล่าวคือ ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากแท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากคิดสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ไถ่ได้ตามราคาที่ตกลงไว้


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์