ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง : กรณีผู้ขายต้องรับผิด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 วรรคแรก ได้วางหลักไว้ว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด 

เสื่อมราคา เช่น ซื้อแหวนเพชรมา แต่ปรากฏว่าเพชรมีตำหนิ 

เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ เช่น ซื้อเครื่องปรับอากาศติดตั้งแต่ให้ความเย็นไม่พอ

เสื่อมประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา เช่น ซื้อแจกันโบราณมาเพื่อตั้งโชว์ในงานนิทรรศการ แต่เมื่อถึงเวลาส่งมอบกลับพบว่าปากแจกันชำรุดและมีรอยขีดรอบแจกัน 

ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้นและความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นก่อนหรือขณะทำสัญญา ผู้ขายก็ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนั้น 

ส่วนผลของการส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องนั้น ผู้ซื้อมีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระไว้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามมาตรา 488 และมีสิทธิเลิกสัญญา เรียกให้ผู้ขายคืนเงินที่ได้ชำระไป และหากมีความสียหายเกิดขึ้นก็เรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย

ถ้าผู้ขายอ้างว่า…ไม่รู้ว่าทรัพย์สินที่ขายชำรุดบกพร่อง เพื่อจะปัดความรับผิดได้ไหม ?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 วรรคสอง ได้วางหลักไว้ว่า ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

ดังนั้น จะอ้างว่าไม่รู้เพื่อปัดความรับผิด “ไม่ได้”

แต่ผู้ซื้อกับผู้ขายก็สามารถตกลงกันได้ว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์ มาตรา 483

ตัวอย่าง A ตกลงซื้อบ้านจาก B แต่ในบ้านมีการผุกร่อนของเหล็กเส้นที่ถูกสนิมกัดกินคานบ้าน ถือเป็นความชำรุดบกพร่องที่เป็นเหตุเสื่อมราคาและเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ เมื่อโจทก์ซื้อบ้านเพื่อจะใช้อยู่อาศัยและคู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิด ความชำรุดบกพร่องดังกล่าวจึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่ผู้ขายต้องรับผิด ไม่ว่าจะรู้แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่ ทั้งนี้ ในการฟ้องคดีในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องห้ามฟ้องเมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่ได้เห็นความชำรุดบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์