การฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาซื้อขายสังหาริมรัพย์

จนถึงบทความนี้  ทุกคนคงเข้าใจความหมายของสังหาริมทรัพย์กันดีแล้วว่าสังหาริมทรัพย์  หมายถึง ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์  

สังหาริมทรัพย์ คือ  ทรัพย์สินใดที่สามารถยก  เคลื่อนที่ แยกออกจากกัน  ไม่ติดตรึงถาวรกับที่ดิน นั่นแหละ  เป็นสังหาริมทรัพย์

บทความนี้  เราจะมาพูดถึงการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงราคาตั้งแต่สองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปกันค่ะ  ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ได้วางหลักไว้ว่า  

วรรคสอง  สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ 

วรรคสาม  บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

จะเห็นได้ว่าในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงราตาตั้งแต่สองหมื่นบาทขึ้นไปนั้น  ต้องนำความในวรรคก่อนมาใช้บังคับ  กล่าวคือ หากมีการทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ, วางประจำ(มัดจำ), ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จึงสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้

ตัวอย่าง  นาย A สนใจซื้อบ้านไม้เรือนไทยที่ตั้งโชว์ไว้ของนาย B จึงทำการติดต่อเพื่อขอซื้อ  ซึ่งเป็นบ้านไม้เรือนไทยที่สามารถถอดชิ้นส่วนประกอบได้เพื่อให้ง่ายแก่การขนย้าย จึงเห็นได้ว่า  บ้านไม้เรือนไทยหลังนี้ไม่ติดตรึงถาวรกับที่ดิน จึงเป็นสังหาริมทรัพย์  

นาย B เสนอขายในราคา 3,500,000  บาท และนาย A ก็ตกลง เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงราคากว่าสองหมื่นบาทขึ้นไปแล้ว  โดยในวันนั้นนาย B ได้ขนชิ้นส่วนบ้านไม้เรือนไทยบางส่วนขึ้นรถกระบะของนาย A จึงเป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว 

 ต่อมาถึงกำหนดชำระเงินแก่นาย B และส่งมอบชิ้นส่วนที่เหลือของบ้านแก่นาย A แต่นาย A ไม่ยอมชำระเงิน  ในกรณีนี้เห็นได้ว่านาย B มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว กล่าวคือชิ้นส่วนบ้านไม้เรือนไทย ซึ่งการชำระหนี้บางส่วนนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเงินเท่านั้นอาจเป็นการส่งมอบสิ่งของก็ได้  ดังนั้นนาย B จึงสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้

มาตรา  456 วรรคสองละสาม  อ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


เขียนโดย  คุณฐิติพร เศวตศิลป์